“ภาวิช” ผ่า 27 ปี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ย่ำอยู่กับที่ เสนอตั้ง “ซูเปอร์บอร์ดนายกฯ” รื้อกฎหมายทั้งระบบ
- หน้าหลัก
- การเมือง
- ข่าวประชาสังคม
“ภาวิช” ผ่า 27 ปี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ย่ำอยู่กับที่ เสนอตั้ง “ซูเปอร์บอร์ดนายกฯ” รื้อกฎหมายทั้งระบบ
เผยแพร่: 9 ส.ค. 2569 18:29 ปรับปรุง: 9 ส.ค. 2569 18:29 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2569 ที่ศูนย์ประชุม 205 อาคารสถาบัน 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย (Hub of Talents for Thailand Education Reform) ภายใต้สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “พ.ร.บ.การศึกษา เพื่ออนาคตการศึกษาและการวิจัยไทย” โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน
ไฮไลต์ของงานอยู่ที่ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “กฎหมายการศึกษาไทยในฐานะเครื่องมือหลักเพื่อการพัฒนาการศึกษาของชาติ” โดย ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญเพื่อการปฏิรูปการศึกษาไทย อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา และที่ปรึกษาทรงคุณวุฒิคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร
ศ.ดร.ภาวิช ระบุว่า แม้ประเทศไทยพูดเรื่องปฏิรูปการศึกษามานานกว่า 30-40 ปี แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ สะท้อนว่าการปฏิรูปที่ผ่านมา “ไม่บรรลุผล” และการแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง
ชี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กฎหมายฉบับเดียว
ศ.ดร.ภาวิช เสนอแนวคิด “นิติสถาปัตยกรรม” โดยมองว่ากฎหมายการศึกษาไม่ควรถูกมองแยกเป็นรายฉบับ แต่ต้องเป็นโครงสร้างที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบ มีเป้าหมายร่วมในการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศ
เขาระบุว่า กฎหมายการศึกษาไม่ใช่เพียงเครื่องมือจัดการศึกษา แต่เป็นกฎหมายที่กำหนดอนาคตของชาติ เพราะคุณภาพของประเทศขึ้นอยู่กับคุณภาพของคน และการศึกษาคือกลไกสร้างทรัพยากรมนุษย์
ย้อน 27 ปี พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ “อำนาจแค่ย้ายศูนย์”
ศ.ดร.ภาวิช กล่าวว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งเกิดจากรัฐธรรมนูญปี 2540 มีเจตนารมณ์ที่ก้าวหน้า ทั้งการยึดผู้เรียนเป็นสำคัญและการกระจายอำนาจสู่สถานศึกษา แต่เมื่อผ่านมากว่า 27 ปี กลับพบว่า “อำนาจเพียงย้ายจากศูนย์กลางหนึ่งไปอีกศูนย์กลางหนึ่ง” ขณะที่ระบบประเมินผลกลายเป็นตัวกำหนดการสอนของครู
แม้ภายหลังจะมีกฎหมายเฉพาะด้าน เช่น พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ร.บ.การอาชีวศึกษา พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย และ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ แต่กฎหมายแม่บทยังขาดการกำหนดทิศทางว่า “ประเทศจะไปทางไหน”
ยกผล PISA เตือน “ธงแดง” กว่า 70%
ศ.ดร.ภาวิช ยกผลสอบ PISA ช่วงปี 2000-2022 ที่คะแนนนักเรียนไทยลดลงต่อเนื่อง โดยระบุว่า เด็กไทยมากกว่า 70% อยู่ในระดับ 1-2 ซึ่งถือเป็น “ย่านธงแดง” (Alert Red) ต่ำกว่าทักษะที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ ขณะที่เด็กไทยที่อยู่ระดับสูงสุด 5-6 มีไม่ถึง 1%
เขาเตือนว่า ผลสอบ PISA ปี 2025 ที่จะประกาศในเดือนธันวาคมนี้ อาจสะท้อนสถานการณ์ที่น่ากังวลยิ่งขึ้น และหากฐานการศึกษายังอ่อนแอ ประเทศจะขาดทั้งนวัตกรรมและการลงทุนจากอุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้ขั้นสูง
เตือน AI กำลังดิสรัปการศึกษาไทย
อีกประเด็นสำคัญคือการใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในระบบการศึกษา ศ.ดร.ภาวิช ระบุว่า หลายประเทศเริ่มมี National Code of Ethics สำหรับ AI ทางการศึกษาแล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มีกรอบกำกับที่ชัดเจน
เขาเสนอว่า หากมี พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ ควรมีอย่างน้อยหนึ่งหมวดว่าด้วย AI เพื่อเตรียมรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
เสนอแยกกฎหมายเป็น “สองเสา”
ศ.ดร.ภาวิช เสนอให้แยกบทบาทกฎหมายออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
* พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ทำหน้าที่เป็น Umbrella Law หรือเสานโยบาย กำหนดปรัชญา ยุทธศาสตร์ชาติ กลไกบูรณาการข้ามกระทรวง และธรรมาภิบาลระดับชาติ
* พ.ร.บ.การศึกษาขั้นพื้นฐาน ทำหน้าที่เป็นเสาการจัดการ กำหนดหลักสูตร การพัฒนาครู และความเป็นอิสระของโรงเรียน
ทั้งสองส่วนจะเชื่อมกันเป็น “ระบบนิเวศการพัฒนาทุนมนุษย์” ใช้ฐานข้อมูลกลางและเปิดทางให้โรงเรียนมีความเป็นอิสระมากขึ้น
จี้ตั้ง “ซูเปอร์บอร์ดนายกฯ” คุมพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ข้อเสนอที่มีนัยสำคัญทางการเมือง คือการตั้ง “คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แห่งชาติ” โดยมี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
คณะกรรมการดังกล่าวจะประกอบด้วยกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวง อว. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงแรงงาน และกระทรวงมหาดไทย เพื่อบูรณาการนโยบายด้านการศึกษา ทักษะแรงงาน และการพัฒนาคนทั้งระบบ
ศ.ดร.ภาวิช เห็นว่า การศึกษาไม่ใช่เรื่องของกระทรวงเดียวอีกต่อไป แต่ต้องเชื่อมโยงตั้งแต่ยุทธศาสตร์ชาติ แผนกระทรวง ไปจนถึงแผนพัฒนาของโรงเรียน โดยใช้ Big Data และตัวชี้วัดผลลัพธ์ระดับประเทศเป็นฐานบริหาร
เสนอเลิกแบ่ง “ประถม-มัธยม” ชี้สอบเข้า ม.1 คือ “หน้าผา”
ข้อเสนอที่สร้างเสียงวิพากษ์มากที่สุด คือการ ยกเลิกการแบ่งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และจัดการศึกษาภาคบังคับแบบต่อเนื่อง 9 ปี
ศ.ดร.ภาวิช อธิบายว่า การบังคับให้เด็กสอบเข้า ม.1 หลังจบ ป.6 โดยเฉพาะในโรงเรียนที่แข่งขันสูง ทำให้ระบบประถมกลายเป็น “โรงเรียนติวเพื่อเข้ามัธยม” ทั้งที่ช่วงวัยดังกล่าวควรเป็นเวลาสำหรับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ของเด็ก
ยอมรับเคยปฏิรูปหลักสูตร แต่ “สะดุดเพราะการเมือง”
ในช่วงท้ายของปาฐกถา ศ.ดร.ภาวิช เปิดเผยว่า เคยเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราแห่งชาติในสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และมีการจัดทำหลักสูตรใหม่ขึ้นมาแล้ว แต่ “สะดุดลงเพราะเรื่องของการเมือง”
เขาระบุว่า ปัญหาหลักสูตรและการพัฒนาครูถูกพูดถึงมากว่า 20 ปี แต่ยังไม่สามารถขับเคลื่อนได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบการศึกษาไทยอยู่ในภาวะ “ไร้เข็มทิศนำทาง”
เดินหน้า STEM Center 20 แห่งทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ศ.ดร.ภาวิช ยังเปิดเผยความคืบหน้าการขับเคลื่อน STEM Education โดยเตรียมจัดตั้ง STEM Center ไม่น้อยกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ ใช้มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางและเชื่อมโยงเครือข่ายโรงเรียน เพื่อผลักดัน STEM ลงสู่ห้องเรียนอย่างเป็นรูปธรรม
เวทีเดียวกัน “รัฐบาล-ฝ่ายค้าน” ร่วมถกกฎหมายการศึกษา
การสัมมนายังมีเวทีเสวนาหัวข้อ “พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่ออนาคตการศึกษาไทย” ซึ่งมีตัวแทนจากหลายพรรคการเมืองเข้าร่วม
การที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านขึ้นเวทีเดียวกัน สะท้อนว่าข้อเสนอ “รื้อนิติสถาปัตยกรรมการศึกษาไทย” ของ ศ.ดร.ภาวิช กำลังถูกส่งต่อไปยังฝ่ายนิติบัญญัติที่มีบทบาทในการพิจารณากฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ในอนาคต
“เมื่อมีโอกาสใหม่ในการทำกฎหมายใหม่ เราก็ต้องตั้งความหวังใหม่ให้กับการศึกษาไทย” ศ.ดร.ภาวิช กล่าวทิ้งท้าย