เรื่องที่คนไทย ‘ไม่รู้’ จากน้ำท่วมใหญ่ 2569
ฝนตกแช่ในพื้นกรุงเทพฯ และปริมณฑลกว่า 340 มิลลิเมตรในรอบ 43 ปี ทำให้บ้านเรือนจำนวนมากถูกน้ำท่วมฉับพลัน แม้จะมีประกาศเตือนภัยจากกรมอุตุนิยมวิทยามาตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน 2569 แต่ประชาชนบางส่วนไม่สามารถขนย้ายทรัพย์สินหรืออพยพได้ทัน
นั่นทำให้เราทราบว่า ประเทศไทยมีข้อมูลเตือนภัยที่มากเพียงพอ แต่ข้อมูลกลับไม่ได้แปลเป็นคำเตือนที่ประชาชนเข้าใจได้เสมอไป กรมอุตุนิยมวิทยายังถูกตั้งคำถามถึงการพยากรณ์ในภาพกว้างๆ ประกอบกับอธิบายที่ใช้ภาษาของฟ้าฝน แต่คนบนดินกลับยังไม่เห็นว่าหยาดน้ำฟ้าจะส่งผลต่อที่อยู่อาศัยอย่างไร
ช่องว่างระหว่างรัฐและประชาชนกลับถูกแทนที่ด้วยอินฟลูเอนเซอร์ด้านการพยากรณ์อากาศซึ่งให้ภาพภัยพิบัติแบบรุนแรงสุดโต่ง แน่ล่ะว่าอาจไม่ถูกต้อง แต่ก็อาจถูกใจใครหลายคน กลายเป็นโจทย์สำคัญของกรมสายวิทย์ที่ต้องหาจุดสมดุลของการสื่อสารให้ ‘ถูกต้อง’ และ ‘ถูกใจ’ (และถูกกฎหมายด้วย)
นอกจากข้อมูลสภาพอากาศแล้ว ไทยเรายังมีแผนจัดการภัยพิบัติที่ไม่เลวเลย ตั้งแต่ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 จนถึงแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564-2570 ซึ่งมีบทเรียนจาก ‘มหาอุทกภัยปี 2554’ โดยมีหลักการชัดเจนว่า ผู้บัญชาการเหตุการณ์คนเดียวในแต่ละระดับ และใช้มาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
แต่จากแผนบนกระดาษ สู่การลงมือปฏิบัติจริง เรายังไม่เห็นเจ้าภาพหลักในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เอาแค่เรื่อง ‘น้ำ’ ไทยเราก็มีหน่วยงานที่เข้ามาเกี่ยวข้องไม่น้อยกว่า 38 หน่วยงาน จาก 7 กระทรวง รวมถึงเจ้าภาพหลักอย่าง สนทช. ที่ควรเป็นหัวโต๊ะในการระแวดระวังภัยทางน้ำ กลับไม่มีบทบาทที่โดดเด่นนักในภัยพิบัติครั้งนี้
เคราะห์ดีที่เรายังมีทุนด้านข้อมูล เทคโนโลยี งบประมาณ และแผนงานสำหรับรับมือภัยพิบัติอยู่ไม่น้อย นั่นแปลว่าเราอาจไม่ได้ขาดบทเรียนเลย คำถามสำคัญคือ เราจะทำให้บทเรียนเหล่านั้นนำไปสู่การลงมือทำได้อย่างไร

ไม่รู้ว่าต้องรับมืออย่างไร
น้ำท่วมครั้งนี้ค่อนข้างรับมือได้อย่างจำกัด เพราะเป็นลักษณะฝนตกแช่ยาวนานถึง 3-4 วัน ซึ่งเทียบปริมาณน้ำฝนให้เห็นภาพ จะใกล้เคียงกับน้ำท่วมหาดใหญ่ในปี 2568 ปริมาณฝนสะสมสูงถึงประมาณ 300 มิลลิเมตร เกินกว่าศักยภาพระบบระบายน้ำปกติจะรับไหว
กลุ่มฝนยังตกแช่ในพื้นที่ใต้เขื่อนบริเวณภาคกลาง เช่น จ.ชัยนาท จ.สิงห์บุรี มวลน้ำจึงไหลตรงลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาและท่วมพื้นที่ภาคกลางทันที โดยไม่สามารถกักเก็บไว้ในเขื่อนก่อนได้ ประกอบกับปัจจัยทางพื้นที่ ในบางชุมชนมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ เช่น พื้นที่เคหะร่มเกล้า คลองจั่น ของ กทม. ทำให้น้ำไม่สามารถไหลออกเองตามธรรมชาติ รวมไปถึงพื้นที่รับน้ำใน กทม. มีน้อยลง เดิมพื้นที่ฝั่งตะวันออก (แถบมีนบุรี หนองจอก สุวินทวงศ์) เคยเป็นแก้มลิงรับน้ำ แต่การขยายตัวของเมืองและโครงการหมู่บ้านจัดสรรทำให้พื้นที่รับน้ำหายไป
สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว The Standard โดยมองว่า ปัญหาสำคัญของการรับมือสถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ไม่ได้อยู่แค่เรื่องการระบายน้ำไม่ทัน แต่รวมถึง ระบบเตือนภัยและการสื่อสารของหน่วยงานรัฐที่ไม่ชัดเจนพอ แม้หน่วยงานอย่างกรมอุตุนิยมวิทยาจะมีเครื่องมือที่ทันสมัย แต่การสื่อสารมักเป็นเพียงการพยากรณ์กว้างๆ ขณะที่ประชาชนต้องการรู้มากกว่านั้นว่า พื้นที่ของตัวเองจะเจออะไร ระดับน้ำจะสูงแค่ไหน และต้องเตรียมตัวอย่างไร
สนธิระบุว่า สิ่งที่ควรปรับคือการเปลี่ยนจากการสื่อสารข้อมูลสภาพอากาศ มาเป็นการสื่อสารผลกระทบ เช่น หากคาดว่าจะมีฝนตกหนักถึงระดับหนึ่ง ต้องบอกให้ชัดว่าพื้นที่ใดเสี่ยงน้ำท่วม ระดับความรุนแรงเป็นอย่างไร และประชาชนควรทำอะไร เพื่อให้ประชาชนมีเวลาตัดสินใจก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่รอให้น้ำท่วมแล้วจึงออกมาแจ้งเตือน เพราะเมื่อถึงเวลานั้นความเสียหายอาจเกิดขึ้นไปแล้ว
ยกตัวอย่างกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ในปีที่ผ่านมา เราจะทราบได้ว่า ชาวบ้านในพื้นที่ทราบดีอยู่แล้วว่าคลองรับน้ำอยู่ตรงไหน โดยอาศัยการเฝ้าระวังด้วยระบบธงเตือนภัยสามสีที่เทศบาลใช้ ซึ่งเข้าใจง่ายและคุ้นเคยดี เมื่อเทียบกับข้อมูลผ่าน Cell Broadcast ที่กล่าวถึง “หย่อมความกดอากาศต่ำ” อาจทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าเป็นคำเตือนทั่วไป ไม่ได้ต้องอพยพในทันที และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างว่า เทคโนโลยีไม่ได้ดีด้วยตัวมันเอง แต่เราต้องเข้าใจด้วยว่าบริบทของพื้นที่คุ้นเคยการสื่อสารอย่างไร
อีกปัญหาสำคัญคือ หน่วยงานรัฐยังทำงานแยกส่วนและประสานงานกันไม่ทันสถานการณ์ ทั้ง สทนช. กรมอุตุนิยมวิทยา กทม. และ ปภ. ควรมีการประชุมร่วมกันล่วงหน้าและกำหนดให้ชัดว่าใครรับผิดชอบอะไร หากมีการคาดการณ์ว่าจะเกิดฝนหนักหลายวัน ต้องนำข้อมูลมาวางแผนร่วมกันตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ไม่ใช่ต่างหน่วยต่างทำหน้าที่ของตัวเอง แล้วค่อยประสานงานเมื่อสถานการณ์เข้าสู่วิกฤต
“การเตือนภัย หลังน้ำท่วมแล้วไม่มีประโยชน์ ต้องเตือนก่อนน้ำมา” สนธิเน้นย้ำและมองว่าการเตือนภัยต้องอาศัยเจ้าภาพที่สามารถบูรณาการข้อมูลและสั่งการได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุอากาศสุดขั้ว เช่น ฝนตกแช่หลายวัน หนักบ้างเบาบ้าง การรับมือจึงต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่ปริมาณฝน น้ำเหนือ การพร่องน้ำในคลอง น้ำทะเลหนุน ไปจนถึงผลกระทบในพื้นที่ปลายน้ำ

ไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าภาพ
เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติขึ้น หน่วยงานที่จะขึ้นมาเป็นเจ้าภาพหลักในการบรรเทาทุกข์ในพื้นที่ คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 จนถึงแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564-2570 โดยมีหลักการชัดเจนว่าการจัดการภัยต้องมีเอกภาพ มีผู้บัญชาการเหตุการณ์คนเดียวในแต่ละระดับ
สำหรับกรุงเทพมหานคร ภายหลังมีการประกาศให้ทั้ง 50 เขตเป็นพื้นที่ประสบสาธารณภัย อำนาจหน้าที่ในการจัดการจึงถูกโอนไปที่ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เช่นเดียวกันกับในหลายท้องถิ่นต่างจังหวัดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนสั่งการ จากนั้นส่วนกลางจะเป็นคนคอยสนับสนุน เพราะกฎหมายเชื่อว่า “ท้องถิ่นย่อมเข้าใจพื้นที่และปัญหามากที่สุด”
เราจะเห็นว่านั่นเป็นเพียงปลายทางของภัยพิบัติ เพราะเมื่อย้อนดูขั้นตอนตั้งแต่การพยากรณ์ฟ้าฝน การบริหารน้ำในเขื่อน การระบายคูคลอง การแจ้งเตือนภัย การอพยพ ไปจนถึงการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ถูกแบ่งหน้าที่ กระจัดกระจายอยู่ตามกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ
ไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่เคยถอดบทเรียนความอลหม่านในการจัดการปัญหาน้ำ เพราะหลังมหาอุทกภัยปี 2554 เราได้จัดตั้ง “สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ” (สนทช.) ขึ้นในปี 2560 เพื่อทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการประมวลข้อมูลและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำ และมีคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เป็นผู้ดูแลนโยบายด้านน้ำทั้งหมด ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะ ด้วยขอบเขตอำนาจของ กนช. ได้ผูกโยงกว่า 38 หน่วยงาน ในอย่างน้อย 7 กระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำมารวมไว้ด้วยกัน
อย่างไรก็ดี สิตางศุ์ พิลัยหล้า อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งข้อสังเกตกับสำนักข่าว Today ว่าปัจจุบันบทบาทของ สทนช. ซึ่งเป็นหน่วยงานเลขาฯ ของ กนช. กลับไม่ชัดเจนมากนัก เห็นได้จากการทำงานแยกส่วนกันระหว่างกรมชลประทานและ สนทช. จนสุดท้ายรัฐก็ตอบคำถามประชาชนไม่ได้ว่า แล้วใครกันที่จะเป็นเจ้าภาพในเรื่องนี้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อสังเกตของสนธิในย่อหน้าข้างต้น
หนึ่งในข้อเสนอ คือ สทนช. ควรกลับมาทำหน้าที่มองภาพรวมของสถานการณ์น้ำ ไม่ใช่ดูเฉพาะจุด และต้องประเมินตั้งแต่ฝนที่ตกบริเวณท้ายเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล การไหลมารวมกันที่ปากน้ำโพธิ์ จ.นครสวรรค์ ก่อนไหลเข้าสู่เขื่อนเจ้าพระยา และไหลต่อไปยังชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา จนถึงสมุทรปราการ รวมถึงพิจารณาการระบายน้ำไปทางฝั่งตะวันออก-ตะวันตก แม่น้ำท่าจีน และพื้นที่รับน้ำต่างๆ
สทนช. ต้องทำ Scenario ให้เห็นภาพ เช่น หากขณะนี้น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่ในระดับสูง แล้วมีฝนตกเพิ่มอีก 3 วัน ปริมาณน้ำจะเพิ่มขึ้นเท่าไร ควรบริหารน้ำไปทางไหนเท่าไร และหากปล่อยน้ำจากเขื่อนลงมา จะส่งผลต่อกทม. และพื้นที่ปลายน้ำอย่างไร เมื่อเรามองสถานการณ์ในหลายทิศทาง การวางแผนรับมือในหน่วยงานที่ต้องรับช่วงต่อ จะทำได้รวดเร็วมากขึ้น

ไม่รู้ว่าจะถอดบทเรียนได้จริงไหม
เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น ภาพแบบเดิมก็จะวนซ้ำ คือชาวบ้านรับรู้ถึงอันตรายก่อนที่การแจ้งเตือนของรัฐจะไปถึง กว่าจะรู้ตัวก็สายเสียแล้ว และคนที่ได้รับความเดือนร้อนมากที่สุด คือ คนกลุ่มเปราะบางที่เข้าไม่ถึงระบบการเตือนภัยของรัฐ หรือชุมชนอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเมือง สายตาระแวดระวังจากโซเชียลมีเดียก็เบาบางลงไปอีก พวกเขากลายเป็นคนแรกที่เดือดร้อน และอาจเป็นคนสุดท้ายที่ได้รับการช่วยเหลือ
ท่าทีของรัฐส่วนใหญ่จึงเป็นการระดมให้ความช่วยเหลือหลังเผชิญภัยพิบัติ นักการเมืองเข้าเยี่ยมชุมชนที่ได้รับผลกระทบ การเปิดรับบริจาคน้ำ อาหาร และของจำเป็น สื่อมวลชนถ่ายทอดภาพความทุกข์ร้อนของชาวบ้าน ก่อนที่ไม่กี่เดือนต่อมาเรื่องราวเหล่านั้นก็แทบไม่ได้ถูกพูดถึงอีก
รายงานจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเมื่อปี 2567 ระบุว่า เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ และไฟป่า กำลังสร้างความเสียหายต่อผู้คนและเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น พร้อมชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเพิ่มความเสี่ยงและจำเป็นต้องยกระดับระบบเตือนภัยล่วงหน้า ดังนั้นเหตุการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมแบบสุดขั้วไม่ควรถูกมองเป็นเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่รัฐต้องเตรียมรับมือให้เป็นระบบมากขึ้น
ธารา บัวคำศรี อดีตผู้อำนวยการ กรีนพีซ ประเทศไทย ได้วิเคราะห์ไว้ในเว็บไซต์ taragraphies.org ไว้ว่า หากเราทราบข้อมูลพยากรณ์ล่วงหน้าและรู้ว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยง การปล่อยให้ภัยพิบัติเกิดความเสียหายทั้งที่สามารถเตรียมป้องกันได้ จึงเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของรัฐว่าจะเตรียมพร้อมและลงมือเมื่อใด เพราะปัจจุบันรัฐมีทั้งข้อมูลพยากรณ์ แบบจำลองน้ำ ข้อมูลพื้นที่เสี่ยง ระบบ Cell Broadcast แผนอพยพ และความร่วมมือระดับภูมิภาคอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่ยังเป็นช่องว่างคือ กฎหมายยังไม่ได้กำหนดให้ชัดว่า เมื่อมีสัญญาณความเสี่ยง หน่วยงานต้องเตือนภัยเมื่อใด ใครมีอำนาจสั่งการ ต้องเตรียมงบประมาณล่วงหน้าอย่างไร และใครต้องรับผิดชอบหากไม่ดำเนินการ ดังนั้น ปัญหาอาจมากกว่าการพยากรณ์ให้แม่นยำ แต่จะทำอย่างไรให้การตัดสินใจเชิงนโยบายเกิดขึ้นได้บนฐานของข้อมูลที่เราทราบดีอยู่แล้ว โดยส่วนนี้ ‘กฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ’ อาจเข้ามาช่วยกำหนดให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งก็ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองด้วยเช่นกัน
“เมื่อปี 2569 เพียงปีเดียวมีการใช้งบประมาณเกือบหนึ่งพันล้านบาทกับระบบพยากรณ์ แต่ระบบเหล่านั้นกลับไม่สามารถนำไปสู่คำเตือนที่ทันเวลาได้”
โดยสรุปคือ เรากำลังเผชิญกับภัยพิบัติที่แปรปรวนมากขึ้นในอนาคต การถอดบทเรียนจึงย่อมมีความสำคัญ เพราะเราต้องเรียนรู้ว่า ในวันที่เรามีข้อมูล มีเทคโนโลยี และรู้ล่วงหน้าว่าความเสี่ยงกำลังจะมาถึง เหตุใดข้อมูลเหล่านั้นจึงยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการเตือนภัยและการตัดสินใจที่ทันเวลาได้
เคราะห์ดีที่เรายังมีทุนด้านข้อมูล เทคโนโลยี งบประมาณ และแผนงานสำหรับรับมือภัยพิบัติอยู่ไม่น้อย นั่นแปลว่าเราอาจไม่ขาดบทเรียนเลย คำถามสำคัญคือ เราจะทำให้บทเรียนเหล่านั้นนำไปสู่การลงมือทำได้อย่างไร? ตั้งแต่การกำหนดว่าใครต้องตัดสินใจ เมื่อใดที่ต้องแจ้งเตือน และรัฐต้องเตรียมการอย่างไร
หากเราสามารถเติม ‘เจตจำนงทางการเมือง’ ที่ตัดสินใจบนฐานของข้อมูลลงไปได้ การเตือนภัยก็อาจช่วยให้ประชาชนมีเวลาป้องกันตัวเองและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้
อ้างอิงจาก
Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon (IG: 24n7.s)Editor: Thanyawat Ippoodom
You might also like