classicliterature.it.com

ครบรอบ 25 ปี 9/11 ย้อนนาที ‘บุช’ ได้รับแจ้ง ‘อเมริกากำลังถูกโจมตี’ กลางห้องเรียน

ในวาระครบรอบ 25 ปี เหตุวินาศกรรม 9/11 สื่อสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียย้อนสัมภาษณ์พยานที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่ 11 กันยายน 2001 ตั้งแต่ครูและเด็กนักเรียนที่เห็นวินาที จอร์จ ดับเบิลยู. บุช อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้รับแจ้งว่า ‘อเมริกากำลังถูกโจมตี’ ไปจนถึงเจ้าหน้าที่ข่าวกรองที่ติดตามบุชตลอดวัน ซึ่งเป็นคนแรกที่ประเมินว่า โอซามา บิน ลาเดน และอัลกออิดะห์อาจอยู่เบื้องหลังการโจมตี

  • เด็กในห้องเรียน จำสีหน้าบุชเปลี่ยนทันที
  • หน่วยข่าวกรอง ย้อนนาทีประเมินว่าเป็น ‘การก่อการร้าย’
  • บุชย้อนความทรงจำในฐานะ ‘ประธานาธิบดีในภาวะสงคราม’

นอกจากนี้ บุชยังออกมาเล่าถึงประสบการณ์ดังกล่าวกับ NBC News หลังเขาเป็นฝ่ายไม่ยอมกล่าวสุนทรพจน์จากบังเกอร์ เพราะกลัวว่า จะสร้าง ‘ชัยชนะทางจิตวิทยา’ ให้กับผู้ที่ก่อเหตุวินาศกรรม

เด็กในห้องเรียน จำสีหน้าบุชเปลี่ยนทันที

ABC News สัมภาษณ์ คริสตัล เดวิส อดีตนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนประถมศึกษาเอ็มมา อี. บุ๊กเกอร์ (Emma E. Booker Elementary School) เมืองซาราโซตา รัฐฟลอริดา

ในเวลานั้น เธอคือหนึ่งในพยานที่ได้เห็นวินาทีที่ แอนดรูว์ คาร์ด หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว เดินเข้ามากระซิบข้างหูบุชว่า เครื่องบินลำที่ 2 พุ่งชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์แล้ว พร้อมข้อความว่า ‘อเมริกากำลังถูกโจมตี’

เดวิสเล่าว่า เธอสังเกตเห็นสีหน้าของบุชเปลี่ยนไปทันทีหลังได้รับข่าว ก่อนที่จะพยายามกลับมายิ้มและแสดงท่าทีเป็นปกติ โดยเธอมองว่า ประธานาธิบดีไม่ต้องการทำให้เด็กๆ ตื่นตกใจ

“คุณเห็นได้เลยว่า สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเมื่อได้รับข้อความ แล้วก็เห็นเขากลับมาเป็นปกติและยิ้ม เหมือนกับว่า ผม [บุช] ไม่อยากทำให้เด็กๆ ตกใจ” เดวิสกล่าว

เดวิสเล่าต่อว่า เด็กๆ ในห้องเรียนยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น โดยเฉพาะเมื่อบุชถูกพาออกจากห้องหลังจบบทเรียน นักเรียนต่างสับสน บางคนสงสัยว่า พวกเขาทำอะไรผิด หรือประธานาธิบดีไม่พอใจกับการอ่านหนังสือของพวกเขา

ขณะที่ แซนดรา แดเนียลส์ ครูประจำชั้นในวันนั้น ให้สัมภาษณ์กับ WWSB สถานีท้องถิ่นในเครือ ABC ว่า เธอรู้ทันทีว่า ‘มีบางอย่างผิดปกติ’ เพราะท่าทีของบุชเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน

หลังจากนั้น เด็กๆ ในห้องเรียนถูกพาไปยังอีกห้องหนึ่ง ก่อนที่ครูจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นและเปิดโทรทัศน์ให้ดูภาพเหตุการณ์ในนครนิวยอร์ก ซึ่งเดวิสจำได้ว่า เป็นช่วงเวลาที่เธอและเพื่อนๆ เห็นภาพตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์พังถล่มลงมา

ABC News ยังสัมภาษณ์ สตีเวนสัน โทส-ริเกลล์ ที่มีอายุ 10 ปีในขณะนั้น เขาเป็นลูกชายของผู้อำนวยการโรงเรียนที่กำลังรอบุชอยู่ในห้องสมุด ซึ่งเดิมมีกำหนดกล่าวถึงนโยบายการศึกษา No Child Left Behind

โทส-ริเกลล์เล่าว่า เขาและคนอื่นๆ ต้องรอบุชอยู่บริเวณหน้าโพเดียมนานอย่างน้อย 2 ชั่วโมง โดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนที่ประธานาธิบดีจะปรากฏตัวในที่สุด แต่แทนที่จะกล่าวถึงนโยบายการศึกษาตามกำหนดเดิม บุชกลับแถลงต่อประชาชนว่า สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับการโจมตีของกลุ่มก่อการร้าย

โทส-ริเกลล์ยังเล่าว่า เขาไม่สามารถออกจากโรงเรียนได้ทันที เนื่องจากแม่ของเขาเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ทำให้ต้องนั่งดูภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นผ่านโทรทัศน์เครื่องเล็กภายในสำนักงานของโรงเรียน

หน่วยข่าวกรอง ย้อนนาทีประเมินว่าเป็น ‘การก่อการร้าย’

อีกด้านหนึ่ง ABC Australia สัมภาษณ์ ไมเคิล มอเรลล์ เจ้าหน้าที่ข่าวกรองผู้ทำหน้าที่บรีฟข้อมูลประจำวันให้บุช ซึ่งต่อมาดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการ CIA โดยเขาย้อนเล่าว่า เช้าวันนั้นเริ่มต้นเหมือนวันทำงานปกติ มีการบรีฟประธานาธิบดีช่วงประมาณ 08.00 น. แต่ยังไม่มีการพูดถึงการก่อการร้าย

แต่ประมาณ 40 นาทีต่อมา ระหว่างเดินทางไปโรงเรียน เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวได้รับแจ้งว่า มีเครื่องบินพุ่งชนเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ โดยมอเรลล์เล่าว่า ตอนแรกเขาคิดว่าอาจเป็นเครื่องบินขนาดเล็กประสบอุบัติเหตุ แต่ความคิดดังกล่าวเปลี่ยนไปทันที เมื่อศูนย์ปฏิบัติการ CIA แจ้งว่า เครื่องบินที่พุ่งชนอาคารเป็นเครื่องบินโดยสารพาณิชย์ขนาดใหญ่

สัญญาณยิ่งชัดเจนขึ้นหลังเครื่องบินลำที่ 2 พุ่งชนตึกอีกหลัง โดยมอเรลล์ย้ำว่า ณ จุดนั้น เขา ‘มั่นใจ 100%’ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการก่อการร้าย ขณะที่บรรยากาศภายในโรงเรียนเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวเริ่มโทรศัพท์ประสานงาน ออกคำสั่ง และเตรียมถ้อยแถลงให้ประธานาธิบดี

ส่วนหน่วยอารักขาประธานาธิบดี (Secret Service) ต้องเร่งนำบุชออกจากพื้นที่ เนื่องจากยังไม่มีใครทราบว่าจะมีการโจมตีเกิดขึ้นอีกหรือไม่ เขาถูกนำตัวไปยังสนามบิน และขึ้น Air Force One อย่างรวดเร็ว ก่อนเดินทางไปยังฐานทัพอากาศในรัฐลุยเซียนา ต่อด้วยฐานทัพในรัฐเนแบรสกา

“ไมเคิล ใครเป็นคนทำ?” คือสิ่งที่บุชถามเขาในเวลานั้น

อย่างไรก็ดี มอเรลล์ประเมินว่า ประเทศศัตรูอย่างอิหร่านและอิรักอาจมีศักยภาพในการก่อเหตุลักษณะดังกล่าว แต่ไม่มีเหตุผลที่จะทำ เพราะสถานการณ์ดังกล่าวย่อมนำไปสู่สงคราม เป็นไปได้ว่า อาจเป็น บิน ลาเดน และกลุ่มอัลกออิดะห์ โดยต่อมา CIA ตั้งข้อสรุปเดียวกัน หลังตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสารบนเที่ยวบินที่ถูกจี้กับฐานข้อมูลผู้ก่อการร้าย ซึ่งพบความเชื่อมโยงกับอัลกออิดะห์

มอเรลล์ยังย้อนเล่าช่วงเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ว่า Air Force One มีเครื่องบินขับไล่ F-16 บินประกบทั้งสองด้าน โดยเจ้าหน้าที่ทหารประจำตัวของบุชอธิบายว่า หากมีการยิงขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศเข้าใส่เครื่องบินระหว่างลดระดับลงจอด หน้าที่ของนักบินขับไล่ คือ การนำเครื่องบินของตัวเองเข้าไปอยู่ระหว่างขีปนาวุธกับเครื่องบินของประธานาธิบดี

บุชย้อนความทรงจำในฐานะ ‘ประธานาธิบดีในภาวะสงคราม’

NBC News รายงานว่า บุชร่วมสนทนากับ คอนโดลีซซา ไรซ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ George W. Bush Presidential Center ในเมืองดัลลัส เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา โดยย้อนความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์ 9/11 ก่อนถึงวาระครบรอบ 25 ปี

บุชย้อนถึงวินาทีที่ได้รับแจ้งว่า เครื่องบินลำที่ 2 พุ่งชนเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ โดยระบุว่า แม้มีเวลาไม่มากนักในการประมวลสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สิ่งที่ชัดเจนทันที คือ หน้าที่ของเขาคือการปกป้องเด็กที่กำลังอ่านหนังสือให้เขาฟัง ครอบครัวของเด็กคนนั้น และประเทศชาติ

เขาระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ตัวเองกลายเป็น ‘ประธานาธิบดีในภาวะสงคราม’ โดยมองตั้งแต่ต้นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่อาจรับมือด้วยการการบังคับใช้กฎหมาย แต่เป็น ‘สงคราม’ ซึ่งหน้าที่ของประธานาธิบดีและทีมงาน คือ การรวมพลังของประเทศ เพื่อทำทุกอย่างที่จำเป็นในการปกป้องประชาชน

นอกจากนี้ บุชยังย้อนถึงการตัดสินใจเดินทางกลับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. แม้เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงจะกังวลเรื่องความปลอดภัย โดยเขายืนยันว่า จะไม่กล่าวสุนทรพจน์ต่อประชาชนจากบังเกอร์ในโอมาฮา รัฐเนแบรสกา เพราะการทำเช่นนั้น คือ การมอบ ‘ชัยชนะทางจิตวิทยา’ ให้แก่ผู้ที่โจมตีสหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน บุชระบุว่า สิ่งสำคัญสำหรับเขาในผู้นำประเทศ คือ การไม่ปล่อยให้สหรัฐฯ ‘สูญเสียจิตวิญญาณของตัวเอง’ ท่ามกลางความโกรธ ความกลัว และแรงกดดันหลังเหตุโจมตี

แฟ้มภาพปี 2001: Win McNamee / Reuters

อ้างอิง:

ABOUT THE AUTHOR

อัยย์ลดา แซ่โค้ว

Content Creator กองบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ THE STANDARD

Update: 2026-09-12
Tags: