ส่อง 20 หุ้น mai วิ่งแรงเดือนก.ย. ชู RWI แชมป์พุ่ง 135%
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า “ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์” สำรวจความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) โดยเปรียบเทียบราคาปิด ณ วันที่ 30 ก.ย.2569 กับราคาปิด ณ วันที่ 31 ส.ค.2569 พบว่า มีหุ้นจำนวน 20 หลักทรัพย์ ที่สามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% สวนทางกับภาพรวมตลาดหุ้นไทยที่อ่อนตัวลงในเดือนดังกล่าว
โดยดัชนี SET Index ปิด ณ วันที่ 30 ก.ย.2569 ที่ระดับ 1,559.01 จุด เทียบกับระดับ 1,595.16 จุด ณ วันที่ 31 ส.ค.2569 ลดลง 36.15 จุด หรือ 2.27% ขณะที่ดัชนี mai ปิดที่ 219.86 จุด เทียบกับ 229.91 จุด ณ สิ้นเดือน ส.ค. ลดลง 10.05 จุด หรือ 4.37% สะท้อนว่าหุ้นที่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนเป็นบวกในระดับสองหลักมีความแข็งแกร่งกว่าภาพรวมตลาดอย่างชัดเจน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติ โดยข้อมูลมูลค่าการซื้อขายสุทธิตามกลุ่มนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ระหว่างวันที่ 1-30 ก.ย.2569 พบว่า นักลงทุนต่างประเทศมีสถานะ ขายสุทธิ 26,258.77 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยกดดันบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยตลอดเดือน
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 30 ก.ย.2569 นักลงทุนต่างประเทศยังคงมีสถานะ ซื้อสุทธิสะสม 25,110.21 ล้านบาท สะท้อนว่า แม้ Fund Flow ระยะสั้นจะไหลออกในเดือน ก.ย. แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปียังคงอยู่ในฝั่งซื้อสุทธิ
สำหรับหุ้น mai ที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นในเดือน ก.ย.2569 อันดับ 1 คือ บริษัท ระยองไวร์ อินดัสตรีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ RWI ราคาปิดวันที่ 30 ก.ย.อยู่ที่ 0.47 บาท เทียบกับ 0.20 บาท ณ สิ้นเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 0.27 บาท หรือ 135.00% โดยราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงคาดว่าได้รับแรงเก็งกำไรจากแนวโน้มผลประกอบการที่เริ่มฟื้นตัว หลังไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้รวม 130.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.51% จากปีก่อน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นเป็น 10.39% จาก 3.22% และขาดทุนสุทธิลดลงเหลือ 9.64 ล้านบาท จากขาดทุน 49.16 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนประสิทธิภาพการควบคุมต้นทุนและการปรับกลยุทธ์การขายที่ดีขึ้น
นอกจากนี้ RWI ยังเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าผ่าน บริษัท อิมพีเรียลแลนด์ จำกัด (IMP) โดยโครงการ Station One สร้างรายได้ค่าเช่าและบริการ 4.55 ล้านบาทในไตรมาส 2/2569 ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้ใหม่และช่วยกระจายฐานรายได้จากธุรกิจหลัก ขณะที่งวด 6 เดือนแรกปี 2569 ขาดทุนสุทธิลดลงเหลือ 47.03 ล้านบาท จาก 90.27 ล้านบาท หรือลดลงเกือบครึ่งหนึ่งจากปีก่อน ทำให้ตลาดเริ่มมองเห็นภาพการฟื้นตัวและการเพิ่มแหล่งรายได้ประจำในระยะถัดไป
อันดับ 2 บริษัท ไวบ์ซินเนอร์จี้กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ VIBE ราคาปิดวันที่ 30 ก.ย.2569 อยู่ที่ 0.53 บาท เทียบกับ 0.28 บาท ณ สิ้นเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 0.25 บาท หรือ 89.29% โดยราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงคาดว่าได้รับแรงเก็งกำไรจากแนวโน้มผลประกอบการที่เริ่มฟื้นตัว หลังบริษัทขยายฐานรายได้เข้าสู่ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และเริ่มรับรู้กำไรจากธุรกิจระบบการจัดการร้านอาหาร
เมื่อพิจารณางบย้อนหลัง พบว่า VIBE เผชิญผลขาดทุนต่อเนื่อง โดย ปี 2567 ขาดทุนหนักที่สุดที่ 458.27 ล้านบาท รองลงมาคือปี 2565 ขาดทุน 457.29 ล้านบาท และปี 2566 ขาดทุน 264.47 ล้านบาท ก่อนลดลงเหลือ 38.46 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่รายได้รวมฟื้นจาก 45.82 ล้านบาทในปี 2567 เป็น 108.76 ล้านบาทในปี 2568
แนวโน้มฟื้นตัวยังต่อเนื่องในงวด 6 เดือนแรกปี 2569 โดยมีรายได้รวม 143.24 ล้านบาท สูงกว่ารายได้ทั้งปี 2568 แล้ว ขณะที่ขาดทุนสุทธิลดลงเหลือ 5.27 ล้านบาท ส่วนไตรมาส 2/2569 มีรายได้จากการขายและบริการ 129.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 153.63% จากปีก่อน และขาดทุนสุทธิลดลงเหลือ 0.71 ล้านบาท หรือลดลง 43.23% จึงสะท้อนภาพ Turnaround ที่ชัดเจนขึ้น แม้บริษัทยังต้องพิสูจน์การกลับมามีกำไรอย่างยั่งยืน
อันดับ 3 บริษัท เพียร์ ฟอร์ ยู จำกัด (มหาชน) หรือ PEER ราคาปิดวันที่ 30 ก.ย.2569 อยู่ที่ 0.14 บาท เทียบกับ 0.09 บาท ณ สิ้นเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 0.05 บาท หรือ 55.56% โดยราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงคาดว่าได้รับแรงเก็งกำไรจากสัญญาณฟื้นตัวของผลประกอบการ หลังงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทพลิกมีกำไรสุทธิ 16.95 ล้านบาท จากช่วงหลายปีที่ขาดทุนต่อเนื่อง ขณะที่รายได้รวมตามงบการเงินอยู่ที่ 241.02 ล้านบาท และกำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 0.02 บาท
เมื่อพิจารณางบย้อนหลัง PEER เคยขาดทุนหนัก โดย ปี 2566 ขาดทุนสุทธิสูงสุด 442.13 ล้านบาท ก่อนลดลงเหลือ 164.28 ล้านบาทในปี 2567 และกลับมาขาดทุนเพิ่มเป็น 393.36 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่รายได้รวมลดลงจาก 634.89 ล้านบาทในปี 2565 เหลือ 477.92 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนว่าธุรกิจเดิมเผชิญแรงกดดันทั้งด้านรายได้และความสามารถในการทำกำไรมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม งวด 6 เดือนแรกปี 2569 ผลประกอบการเริ่มเห็นสัญญาณดีขึ้น โดยบริษัทมีรายได้จากการดำเนินงานไม่รวมรายได้อื่น 227.3 ล้านบาท ลดลง 2.5% จากปีก่อน แต่สามารถทำกำไรสุทธิ 16.9 ล้านบาท พลิกจากขาดทุนในงวดเดียวกันปีก่อน โดยรายได้จากการขายและบริการอื่นเพิ่มขึ้น 14.9% เป็น 156.9 ล้านบาท ชดเชยรายได้ Contact Center ที่ลดลง 27.2% เหลือ 70.4 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี การพลิกกลับมามีกำไรในครึ่งปีแรกยังมีปัจจัยพิเศษเข้ามาหนุน ทั้งกำไรจากการดำเนินงานที่ยกเลิก 51.1 ล้านบาท ซึ่งรวมกำไรจากการจำหน่ายบริษัทย่อย 48.61 ล้านบาท และกำไรจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์ทางการเงิน 39.3 ล้านบาท ขณะที่ยังมีผลขาดทุนจากการด้อยค่าค่าความนิยม 61 ล้านบาท จึงต้องติดตามว่ากำไรจากธุรกิจหลักจะสามารถฟื้นได้ต่อเนื่องเพียงใด
อันดับ 4 บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์ค ซิสเต็ม จำกัด (มหาชน) หรือ ITNS ราคาปิดวันที่ 30 ก.ย.2569 อยู่ที่ 2.80 บาท เทียบกับ 1.82 บาท ณ สิ้นเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 0.98 บาท หรือ 53.85% โดยราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงคาดว่าได้รับแรงหนุนจากแนวโน้มรายได้ที่เติบโตต่อเนื่องจากการส่งมอบโครงการและการทยอยรับรู้งานในมือ หรือ Backlog
เมื่อพิจารณางบย้อนหลัง ITNS ยังสามารถรักษาผลกำไรได้ต่อเนื่อง โดยปี 2565 มีกำไรสุทธิ 55.27 ล้านบาท ปี 2566 อยู่ที่ 62.84 ล้านบาท ก่อนลดลงเหลือ 34.09 ล้านบาทในปี 2567 และฟื้นเป็น 41.83 ล้านบาทในปี 2568 ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 551.96 ล้านบาท, 692.56 ล้านบาท, 493.75 ล้านบาท และ 586.04 ล้านบาทตามลำดับ สะท้อนว่าบริษัทไม่ได้อยู่ในภาวะขาดทุน แต่ผลกำไรมีความผันผวนตามจังหวะการส่งมอบโครงการ
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 365.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.74% จากปีก่อน โดยรายได้จากการจำหน่ายอุปกรณ์และบริการติดตั้งเพิ่มขึ้น 67% เป็น 309.38 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิอยู่ที่ 13.39 ล้านบาท ลดลง 13.22% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากโครงสร้างกำไรของธุรกิจขึ้นอยู่กับประเภท ขนาด และเงื่อนไขของโครงการที่รับรู้รายได้
ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 2/2569 บริษัทมี Backlog รวมประมาณ 265 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2569 ถึงปี 2575 ประกอบด้วยงานโครงการและสัญญาบริการดูแลระบบ จึงช่วยสร้างความต่อเนื่องของรายได้ในอนาคต และเป็นประเด็นที่ตลาดอาจนำมาเก็งกำไรต่อแนวโน้มผลประกอบการช่วงครึ่งปีหลัง
อันดับ 5 บริษัท ทีวีดี โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TVDH ราคาปิดวันที่ 30 ก.ย.2569 อยู่ที่ 0.04 บาท เทียบกับ 0.03 บาท ณ สิ้นเดือน ส.ค. เพิ่มขึ้น 0.01 บาท หรือ 33.33% โดยราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นคาดว่าได้รับแรงเก็งกำไรจากภาพผลประกอบการที่เริ่มฟื้นตัว หลังบริษัทปรับโครงสร้างธุรกิจ และเพิ่มบทบาทของบริษัทในกลุ่มที่มีศักยภาพสร้างรายได้มากขึ้น
เมื่อพิจารณางบย้อนหลัง TVDH เคยเผชิญผลขาดทุนหนัก โดย ปี 2566 ขาดทุนสุทธิสูงถึง 418.95 ล้านบาท หลังจากปี 2565 ขาดทุน 348.61 ล้านบาท ก่อนพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 22.13 ล้านบาทในปี 2567 และมีกำไร 17.77 ล้านบาทในปี 2568 แม้รายได้จะลดลงต่อเนื่องจาก 2,146.95 ล้านบาทในปี 2565 เหลือ 916.88 ล้านบาทในปี 2568 สะท้อนว่าบริษัทอยู่ระหว่างปรับโครงสร้างและลดการพึ่งพาฐานรายได้เดิม
สำหรับงวด 6 เดือนแรกปี 2569 TVDH มีกำไรสุทธิส่วนของผู้ถือหุ้นบริษัทใหญ่ 9.22 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 45.17 ล้านบาทในช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 2/2569 ยังขาดทุนสุทธิ 7.52 ล้านบาท แต่ขาดทุนลดลงจาก 28.81 ล้านบาทในไตรมาส 2/2568 สะท้อนว่าทิศทางผลประกอบการโดยรวมดีขึ้น แม้ผลการดำเนินงานรายไตรมาสยังมีความผันผวน
ส่วนหุ้นที่ปรับตัวขึ้นในลำดับถัดมา ได้แก่ LTMH เพิ่มขึ้น 30.72%, BC เพิ่มขึ้น 27.27%, CPANEL เพิ่มขึ้น 25.66%, NAT เพิ่มขึ้น 24.67%, TNDT เพิ่มขึ้น 21.05%, BTW และ HYDRO เพิ่มขึ้นหุ้นละ 20%, RP เพิ่มขึ้น 18.03%, ASN เพิ่มขึ้น 15.56%, APP เพิ่มขึ้น 14.94%, UMS เพิ่มขึ้น 14.29%, BIS เพิ่มขึ้น 13.76%, DEXON เพิ่มขึ้น 13.27%, UBA เพิ่มขึ้น 11.38% และ ETE เพิ่มขึ้น 10.00%
หากพิจารณาภาพรวมของหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแรงในเดือน ก.ย. จะเห็นว่าแรงซื้อส่วนใหญ่กระจุกตัวในหุ้นขนาดเล็กถึงกลางที่มี ปัจจัยเฉพาะตัว รองรับ ไม่ว่าจะเป็นภาพ Turnaround จากฐานขาดทุนสูง การลดผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ การขยายธุรกิจใหม่ การรับรู้รายได้จาก Backlog หรือความคาดหวังต่อผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งทำให้หุ้นเหล่านี้สามารถสร้างผลตอบแทนสวนทางกับดัชนี mai ที่ปรับตัวลงกว่า 4%
อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นของหุ้นบางตัวในระดับหลายสิบถึงมากกว่า 100% ภายในเวลาเพียง 1 เดือน ยังสะท้อนแรงเก็งกำไรในระดับสูง โดยเฉพาะหุ้นที่ผลประกอบการยังอยู่ในช่วงฟื้นตัวหรือกำไรยังมีองค์ประกอบจากรายการพิเศษ นักลงทุนจึงควรติดตามคุณภาพของกำไร กระแสเงินสด ความต่อเนื่องของรายได้ และความสามารถในการสร้างผลตอบแทนจากธุรกิจหลักในระยะถัดไป เพื่อประเมินว่าการปรับขึ้นของราคาหุ้นสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานมากน้อยเพียงใด