ณัฐพงษ์ ย้อน 20 ปี 19 กันยา ปลุกล้มระบอบสีน้ำเงิน ทวงคืนอนาคตด้วย 21 ล้านเสียง
เมื่อวันที่ 19 กันยายน นาย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้โพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว มีข้อความระบุว่า ย้อนกลับไป 20 ปีที่แล้ว วันที่ 19 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำโดย พลเอกสนธิ บุญยะรัตกลิน ทำการรัฐประหาร
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวว่า นอกจากจะเป็นการยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน การรัฐประหารครั้งนั้นยังฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ว่ากันว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด รัฐธรรมนูญที่พยายามสร้างระบบการเมืองที่ทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง รัฐบาลมีเสถียรภาพ ขณะเดียวกันก็ออกแบบองค์กรอิสระและกลไกตรวจสอบเพื่อถ่วงดุลอำนาจทางการเมือง
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกอย่างมีข้อดี ก็ย่อมมีข้อเสีย รัฐธรรมนูญ 2540 ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น ที่มีการเปิดช่องให้อำนาจบริหารเข้ามาแทรกแซงได้ แต่เมื่อเปรียบเทียบแล้ว การรัฐประหาร 2549 ที่เป็นการเปิดประตูให้เกิดการใช้อำนาจพิเศษผ่านกระบวนการต่าง ๆ อาทิ นิติสงคราม ตุลาการภิวัฒน์ นับว่าเป็นอันตรายและส่งผลเสียหายยิ่งกว่า เหตุการณ์วันที่ 19 กันยายนจึงไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนรัฐบาล แต่เป็นการตัดตอนกติกาที่สังคมไทยใช้เวลาหลายปีร่วมกันออกแบบ และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวิกฤติทางการเมืองที่ลากยาวมาถึงวันนี้
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า หลังรัฐประหาร 2549 รัฐธรรมนูญ 2550 ถูกจัดทำขึ้นภายใต้บริบทของการรัฐประหาร โดยโจทย์สำคัญประการหนึ่งคือการลดทอนความเข้มแข็งของฝ่ายการเมืองและเพิ่มกลไกตรวจสอบที่อยู่นอกระบบการเลือกตั้ง ขณะที่ในเวลานั้นประชาชนจำนวนหนึ่งพูดถึงการทำประชามติด้วยคำว่า “รับ ๆ ไปก่อน ค่อยแก้ทีหลัง”
“ต่อมา รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังคงได้รับความนิยมและมีความเข้มแข็ง ความขัดแย้งจึงไม่ได้จบลงที่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แต่ขยายไปสู่การใช้กลไกต่าง ๆ เพื่อจัดการกับรัฐบาล และพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ทั้งกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ การยุบพรรค การตัดสิทธิทางการเมือง การย้ายขั้วทางการเมือง ตลอดจนการชุมนุมและการสลายการชุมนุม จนในที่สุดรัฐประหาร 2549 ถูกเรียกว่าเป็นรัฐประหารที่ ‘เสียของ’ เพราะไม่สามารถหยุดความต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประชาชนลงได้” นาย ณัฐพงษ์ กล่าว
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวว่า เมื่อการยึดอำนาจครั้งแรกไม่สามารถทำให้การเมืองกลับไปอยู่ในจุดที่ผู้มีอำนาจต้องการ ประเทศไทยจึงเดินเข้าสู่ความขัดแย้งรอบใหม่ และวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำรัฐประหารอีกครั้ง คราวนี้ คสช. ไม่ได้เพียงยึดอำนาจ แต่สร้างกลไกจำนวนมากเพื่อควบคุมการเมืองในช่วงเปลี่ยนผ่าน และวางโครงสร้างสำหรับการสืบทอดอำนาจของ ‘ระบอบประยุทธ์’ เอาไว้ โดยมีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นกลไกสำคัญ ซึ่งในเวลานั้นถูกนำเสนอในฐานะ ‘รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง’ ขณะเดียวกันก็วางโครงสร้างอำนาจใหม่ที่มีผลต่อการเมืองไทยไปอีกยาวนาน
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญ 2560 จึงไม่ได้เป็นเพียงผลพวงจากรัฐประหาร 2557 แต่เป็นส่วนสำคัญของการวางโครงสร้างอำนาจหลังรัฐประหารเอาไว้ต่อไป อาทิ การให้อำนาจ ส.ว. 250 คน สามารถร่วมเลือกนายกรัฐมนตรีได้ใน 5 ปีแรก หรือการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ต้องใช้เสียงของ ส.ว. เห็นชอบด้วย 1 ใน 3
รัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้ระบอบประยุทธ์ยังคงอำนาจต่อผ่านการเลือกตั้ง 2562 แต่หลังการชุมนุมทางการเมืองช่วงปี 2563-2564 สัญญาณของความเปลี่ยนแปลงก็เริ่มต้นขึ้น เมื่อประชาชนลุกขึ้นรวมตัวประท้วง เป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ ความไม่พอใจบนท้องถนนกลายเป็นเสียงของประชาชนที่แสดงออกในการเลือกตั้งปี 2566 ว่าพวกเขาต้องการเห็นโครงสร้างอำนาจแบบไหน อะไรบ้างที่ถึงคราวต้องปฏิรูป
“แม้พรรคก้าวไกลขณะนั้นจะไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล แต่การสืบอำนาจของพรรคที่สนับสนุนรัฐประหารก็เป็นอันสิ้นสุดลง” นาย ณัฐพงษ์ กล่าว
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า แต่ใช่ว่าความพยายามฉุดรั้งประชาธิปไตยของชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมจะหมดไป พวกเขาพบว่า วิธีการยึดกุมอำนาจไปจากประชาชนไม่จำเป็นต้องใช้กองทัพเท่านั้น แต่ยังมีการออกแบบกติกาใหม่ รวมถึงยึดกุมอำนาจที่ออกแบบกติกานั้นไปด้วย เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกินรวบทั้งหมด นั่นคือที่มาของ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ที่อยู่ในทุกส่วนของอำนาจรัฐ โดยเฉพาะ สว.สีน้ำเงิน ที่มาจากกระบวนการที่เราเรียกว่า ‘โกง ส.ว.’ ที่ขณะนี้ก็มีแค่ส่วนหนึ่งที่ กกต. ส่งไปยังศาล โดยบุคคที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง หรือกลุ่ม ‘น้ำเงินเข้ม’ รอดทั้งหมด
“ปัญหาทุกอย่างถูกรวบไว้ที่กติกาที่กลายเป็นล็อกสำคัญไม่ให้ประเทศไทยหลุดไปจากลูปวิกฤตทางการเมือง นั่นก็คือ รัฐธรรมนูญ 2560” นาย ณัฐพงษ์ กล่าว
นาย ณัฐพงษ์ กล่าวว่า ต้นปี 2569 วันเดียวกับการเลือกตั้ง มีการลงประชามติผ่านคำถามง่าย ๆ ว่า เราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เพื่อมาแทนฉบับ 2560 หรือไม่ ซึ่งคำตอบคือ 21 ล้านเสียง จาก 36 ล้านเสียง ‘เห็นชอบ’ สะท้อนให้เห็นว่า เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งประเทศต้องการรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อประชาชน 21 ล้านเสียงแสดงเจตนาเช่นนั้น เราอาจพูดได้ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ได้ถึงเวลาสิ้นสุดลงแล้วทางพฤตินัย
“หลังจาก 20 ปีที่รัฐธรรมนูญ 2540 ถูกฉีก หลังรัฐประหารสองครั้ง หลังการยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองหลายครั้ง นี่คือความหวังครั้งสำคัญที่ประเทศไทยจะออกจากลูปวิกฤตทางการเมือง ออกจาก 2 ทศวรรษที่สูญหาย กลับสู่เส้นทางการออกแบบกติกาสูงสุดของประเทศที่ประชาชนมีส่วนร่วม แต่ผ่านมาแล้วประมาณ 7 เดือนนับจากวันที่ประชาชนลงประชามติ 21 ล้านเสียงยังไม่ได้กลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และประชาชนยังมองไม่เห็นว่ารัฐบาลจะนำผลประชามติครั้งนั้นไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร” นาย ณัฐพงษ์ กล่าว
นาย ณัฐพงษ์ กล่าว 20 ปีหลัง 19 กันยา ก่อนก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของความขัดแย้ง เราอาจต้องถามกันอีกครั้งว่า จะปล่อยให้ประเทศไทยวนอยู่ในลูปเดิมต่อไป 21 ล้านเสียงที่เราต้องการทวงคืนอนาคตกำลังถูกทำให้หายไปหรือเปล่า หรือถึงเวลาที่เราต้องมาร่วมกันทวงคืนสองทศวรรษที่สูญหาย ด้วยการหยุดยั้ง ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ไม่ให้ยึดกุมอำนาจรัฐไปมากกว่านี้ และร่วมสร้างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
