หนุ่มครีเอทีฟหยิบ “ปลาดุกไทย” มาเล่าใหม่ เป็น “ปลาดุกไร้ก้าง” เมนูไวรัลฟีลอิซากายะ ยอดขายวันละ 20,000 บาท - เส้นทางเศรษฐี
ผู้เขียน : คัคน ญานะวงศ์ษา
หลายคนอาจมองว่า “ปลาดุก” เป็นแค่เมนูธรรมดา แต่สำหรับบางคนกลับมองเห็นโอกาสในการ “ต่อยอด” วัตถุดิบใกล้ตัว ให้กลายเป็นธุรกิจที่ “สร้างรายได้” และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร
วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสพูดคุยกับ “คุณฮิม” หรือ วิทวัส เสน่ห์จันทร์ วัย 36 ปี แม้เขาจะทำงานประจำอยู่ในสายงานครีเอทีฟและไดเรกเตอร์มานานกว่า 12 ปี แต่ยังหันมาสร้างธุรกิจส่วนตัวร่วมกับครอบครัว โดยหยิบปลาดุกมาเลาะก้างจนกลายเป็นธุรกิจในชื่อ “Dukdik ปลาดุกไร้ก้าง” ร้านย่านบางบัวทองที่กำลังเป็นไวรัล เพราะสามารถตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และลูกค้าที่อยากกินปลาดุกแบบสะดวกมากขึ้น จนสามารถสร้างรายได้วันละ 20,000 บาท

ชวนครอบครัวมาสร้างธุรกิจ “ปลาดุกไร้ก้าง”
คุณฮิมได้ไอเดียปลาดุกไร้ก้างมาจากร้านอาหารสไตล์อิซากายะแนวอีสาน หลังได้ลองกินจนเกิดความประทับใจเพราะไม่มีก้างมาคอยกวนใจคนชอบกินปลาดุกอย่างเขา จึงได้เก็บไอเดียนี้มาพัฒนาเป็นโปรเจ็กต์
เขาใช้เวลาทดลองและพัฒนาสินค้าด้วยตัวเองมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทั้งการแร่ปลา การเอาก้างออก รวมถึงการพัฒนาวิธีทำให้เนื้อปลายังคงความสดและไม่มีกลิ่นคาว
แม้ในตอนนั้นจะยังไม่คิดเปิดร้านจริงจัง แต่ “จุดเปลี่ยน” สำคัญกลับเกิดขึ้นจากคนในครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่วัย 67 ปี ที่อยากหาอะไรทำหลังใช้ชีวิตเป็นแม่บ้านมานาน เขาจึงชวนครอบครัวมาปั้นธุรกิจปลาดุกไร้ก้างในทันที
“แม่เริ่มรู้สึกอยากหาอะไรทำจริงจังครับ เพราะอยู่บ้าน เล่นติ๊กต็อกไปวันๆ แล้วก็เริ่มเบื่อ” คุณฮิมเล่าเสริม
โดยตั้งชื่อร้านว่า “Dukdik ปลาดุกไร้ก้าง” ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากลักษณะของปลาดุกที่มักเคลื่อนไหว “ดุกดิก” อยู่ตลอดเวลา และในอีกมุมหนึ่งคำว่า “ดุกดิก” ยังสะท้อนแนวคิดทางธุรกิจที่อยากให้แบรนด์สามารถต่อยอดไปได้เรื่อยๆ ไม่หยุดอยู่กับเมนูเดิมอย่างเดียว
“ปลาดุกไร้ก้างสามารถนำไปพัฒนาเป็นเมนูได้อีกหลากหลาย เรารู้ปัญหาของคนกินปลาดุกคือเรื่องก้าง พอมันไร้ก้างแล้ว มันน่าจะเอาไปต่อยอดได้อีกหลายเมนู”
เขายังบอกอีกว่า การเปิดร้านนี้ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จากเดิมที่ต่างคนต่างทำงาน มีเวลาเจอกันแค่ช่วงวันหยุด
“เมื่อก่อนต่างคนต่างทำงานครับ แทบไม่ได้คุยกัน แต่ตอนนี้คือคุยกันฉ่ำเลย ช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยกันชิมเมนู มันทำให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น”

ลงทุนด้วยงบหลักหมื่น ขายดีลิเวอรีจนออร์เดอร์ล้น
ในช่วงเริ่มต้นคุณฮิมใช้งบลงทุนไม่สูงมากนัก ไม่เกิน 15,000 บาทโดยประมาณ เพราะเริ่มจากสเกลเล็กๆ ภายในบ้าน อุปกรณ์หลักมีแค่เตาย่าง ไม้เสียบ วัตถุดิบ และต้นทุนในการทำน้ำจิ้ม
“ตอนแรกเรายังทำเล็กๆ ครับ ซื้อปลาเข้ามาประมาณร้อยกว่าชิ้น มีเตาย่าง มีไม้เสียบ แล้วก็แช่เย็นเตรียมของ” เขาแชร์ให้ฟัง
พร้อมเปิดให้บริการผ่านดีลิเวอรีควบคู่ไปกับหน้าร้านที่บ้าน เพื่อให้ลูกค้าในพื้นที่สามารถเข้าถึงสินค้าได้ง่ายขึ้น ในวันแรกของการเปิดร้านยอดขายยังไม่สูงมากนัก ขายได้ประมาณ 3 กล่อง เพราะร้านอยู่ในซอย คนอาจไม่เห็น เขาจึงใช้ประสบการณ์จากสายงานครีเอทีฟมาช่วยทำการตลาด ด้วยการยิงแอดโฆษณาคลิปวิดีโอบนโซเชียลมีเดียในงบประมาณ 500 บาท เจาะกลุ่มเฉพาะคนในพื้นที่รอบร้าน เพื่อให้คนรู้จักร้านมากขึ้น
“การทำคอนเทนต์ไม่ใช่แค่นำเสนอว่าร้านอยากขายอะไร ผมจะคิดก่อนว่าคนอยากดูอะไรจากปลาดุกไร้ก้าง ทำยังไงให้เห็นแล้วรู้สึกหิว เห็นแล้วอยากกิน เลยเกิดเป็นคลิปวิดีโอที่เน้นภาพอาหารแบบใกล้ๆ ผสมกับการเล่าเรื่องเล็กๆ เกี่ยวกับสินค้าและตัวร้าน” เขาอธิบายเพิ่ม
หลังจากนั้น 3 วัน ยอดออร์เดอร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะดีลิเวอรี กระทั่งในวันที่ 4 คลิปวิดีโอของร้านเริ่มมียอดเข้าถึงสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีอินฟลูเอนเซอร์ในพื้นที่เข้ามารีวิว
แต่สิ่งที่ทำให้คลิปกลายเป็นไวรัล ไม่ได้มีแค่เมนูเท่านั้น ยังเป็นภาพบรรยากาศในบ้าน ที่มีคุณพ่อคุณแม่ช่วยกันทำงานอย่างเรียบง่าย จนสร้างความรู้สึกอบอุ่นและเข้าถึงผู้ชม
“อินฟลูเอนเซอร์มารีวิวแล้วมาเจอพ่อกับแม่ช่วยกันทำร้านอยู่สองคน คลิปมันเลยไวรัลขึ้นมา พีกสุดคือหลังคลิปรีวิวลง จากวันละ 20-30 ชิ้น กลายเป็น 200 ชิ้นใน 2 วัน ย่างกันแทบไม่ทัน” เขาเล่าถึงช่วงขายดี
โดยช่วงที่เปิดดีลิเวอรี ระบบจะส่งคำสั่งซื้อเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก แต่ขั้นตอนการย่างปลาดุกต้องใช้เวลา ทำให้ไรเดอร์จำนวนไม่น้อยต้องรอคิวหน้าร้านเพราะผลิตไม่ทัน เขาจึงตัดสินใจปรับรูปแบบจากดีลิเวอรี มาเป็นระบบ “สั่งจองล่วงหน้า” ผ่านไลน์เป็นหลัก

ซึ่งเปิดรับออร์เดอร์เป็นรอบรายสัปดาห์ให้ลูกค้าจองทุกวัน และกำหนดช่วงเวลารับสินค้า เช่น รอบ 11.00 น. รอบ 12.30 น. รอบ 14.30 น. รอบ 15.30 น. รอบ 16.30 น. และ รอบ 17.30 น.
แม้จะแก้ปัญหาการรับออร์เดอร์ได้แล้ว แต่ก็ยังเกิดอีกปัญหาตามมา คือสินค้าไม่เพียงพอ ทำให้ลูกค้าต้องรอรอบจองนานเป็นสัปดาห์ และบางคนแม้จะรอถึงวันเปิดจอง ก็ยังจองไม่ทันอยู่ดี
“ก็กังวลเหมือนกันครับว่าลูกค้าจะเบื่อ รอนานจนไม่อยากกินแล้ว”
โดยปัจจุบันสามารถผลิตได้วันละประมาณ 200 ชิ้น มียอดขายประมาณ 20,000 บาทต่อวัน บวกลบ และในอนาคตหากสามารถขยายกำลังการผลิตหรือขยายสาขาได้ ก็มีโอกาสกลับมาเปิดดีลิเวอรีอีกครั้ง
หัวใจสำคัญของ “ปลาดุกไร้ก้าง” คือขั้นตอนการเตรียมปลา
ในขั้นตอนการเตรียมปลา คุณฮิมเล่าว่าต้องวางแผนสั่งปลาล่วงหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ และทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์รวมถึงบ่อเลี้ยงปลาโดยตรง เพื่อควบคุมคุณภาพและคัดไซซ์ปลาให้ได้ตามมาตรฐาน ต้องมีน้ำหนัก 900 กรัม ถึง 1 กิโลกรัมเท่านั้น เพื่อให้ได้เนื้อปลาในขนาดและความแน่นที่เหมาะสมต่อการทำปลาดุกไร้ก้าง
และความยากไม่ได้อยู่แค่การเลาะก้างออกเท่านั้น แต่เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมปลา การรีดเลือดปลาเพื่อช่วยลดกลิ่นคาว ไปจนถึงวิธีเก็บรักษานำไปแช่เย็นหรือแช่แข็งเพื่อคงความสดก่อนนำมาย่าง
“ยากที่สุดคือการเตรียมปลา เพราะมันเป็นจุดที่ทำให้ต่างจากร้านอื่น ทำให้เนื้อปลามีความแน่น สด และไม่มีกลิ่นคาว เราบอกลูกค้าว่าเป็นปลาดุกไร้ก้าง ถ้ายังมีก้างแล้วลูกค้าไม่โอเค เราก็คืนเงินให้เลย พอเคลียร์ปัญหาให้ดี ลูกค้าหลายคนก็กลับมาสั่งใหม่”
โดยมีให้เลือกทั้งหมด 4 สูตร ได้แก่ สูตรเกลือหิมาลายันต์ ใช้เกลือชมพูในการหมักและเคลือบระหว่างย่าง ช่วยดึงรสชาติของเนื้อปลาให้ชัดขึ้น สูตรเทอริยากิ รสชาติสไตล์ญี่ปุ่น ให้ความหวานเค็มกลมกล่อม สูตรหมาล่า ได้กลิ่นเครื่องเทศและความเผ็ดชาสไตล์จีน และ สูตรสมุนไพรไทยเดิม เน้นกลิ่นสมุนไพรและรสชาติแบบไทยๆ
ขายราคาเซ็ตละ 89 บาท ประกอบด้วย ปลาดุกคัดไซซ์ น้ำจิ้มสูตรของร้าน เครื่องเคียงอย่างหัวไชเท้าดอง และปวยเล้งน้ำมันงาเพิ่มรสชาติและความกลมกล่อม

เปิดร้านในบ้าน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
สำหรับการเปิดร้านในบ้าน แม้จะเป็นร้านเล็กๆ คุณฮิมมองว่ามีทั้งข้อดีและข้อเสียควบคู่กันไป โดยข้อดีคือ “ช่วยลดต้นทุน” เรื่องค่าเช่าที่ได้ค่อนข้างมาก จึงสามารถนำต้นทุนส่วนนี้ไปพัฒนาคุณภาพสินค้าและบริหารร้านได้มากขึ้น
ส่วนข้อจำกัดคือเรื่อง “ความเกรงใจเพื่อนบ้าน” เมื่อร้านเริ่มมีออร์เดอร์จำนวนมาก จะมีทั้งรถลูกค้าและไรเดอร์เข้ามารอรับสินค้าอยู่เป็นประจำ ซึ่งอาจส่งเสียงรบกวนคนในละแวกใกล้เคียง ทั้งผู้สูงอายุและเด็ก จึงพยายามบริหารจัดการร้านให้กระทบกับเพื่อนบ้านน้อยที่สุด รวมถึงติดป้ายขอความร่วมมือให้ดับเครื่องยนต์ระหว่างรอสินค้า
“บางทีจะมีรถแต่งเข้ามา หรือไรเดอร์มารอหน้าบ้าน ก็กลัวว่าจะรบกวนเพื่อนบ้าน แต่โชคดีที่เพื่อนบ้านน่ารักและซัพพอร์ตกันดีมาก”
ต่อยอด “Dukdik” ไม่หยุดแค่ปลาดุก
อย่างไรก็ตาม คุณฮิมมีแผนต่อยอดแบรนด์ในอนาคต โดยต้องการให้ชื่อ “ดุกดิก” เติบโตได้มากกว่าการเป็นร้านปลาดุกย่างเพียงอย่างเดียว
“จริงๆ อยากให้ดุกดิกไปได้หลายทาง ไม่ได้อยากให้หยุดอยู่แค่ปลาดุกย่าง”
เขาจึงเริ่มวางแผนขยายธุรกิจทั้งในรูปแบบแฟรนไชส์และการขยายสาขา โดยกำลังศึกษามาตรฐาน คุณภาพปลา ขนาดสินค้า รวมถึงมองหาทำเลที่เหมาะสม และอาจต่อยอดขายออนไลน์เพิ่มเติม
“ลูกค้าต่างจังหวัดหลายคนอยากลองกินเหมือนกัน ก็เลยคิดว่าในอนาคตอาจขยายไปทางออนไลน์ด้วย อาจเป็นแบบแช่แข็งเพื่อส่งให้ลูกค้าต่างจังหวัดได้” เขาบอกอย่างนั้น
แพชชั่นคอยผลักดันธุรกิจ
ท้ายนี้ คุณฮิมยังพูดถึงมุมมองการทำธุรกิจในยุคนี้ว่า “เมื่อก่อนผมไม่ค่อยเชื่อเรื่องแพชชั่นเท่าไหร่ แต่ตอนนี้รู้สึกว่าถ้าเราอินกับอะไรจริงๆ เราจะพยายามหาวิธีทำให้มันแตกต่างเอง พอมีแพชชั่นกับปลาดุกไร้ก้าง ก็รู้สึกว่าต้องทำให้มันต่างและติดตลาดให้ได้ มันเหนื่อยนะ แต่ก็สนุก เพราะยังมีแพชชั่นกับมันอยู่”
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ ไลน์ https://lin.ee/rIL6QmXเฟซบุ๊ก : ดุกดิกปลาดุกไร้ก้าง เบอร์โทร. : 094-793-2492
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 14 พ.ค. 69
Tags
Related Posts
ผู้เขียน : คัคน ญานะวงศ์ษา หลายคนอาจมองว่า “ปลาดุก” เป็นแค่เมนูธรรมดา แต่สำหรับบางคนกลับมองเห็นโอกาสในการ “ต่อยอด” วัตถุดิบใกล้ตัว ให้กลายเป็นธุรกิจที่ “สร้างรายได้” และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสพูดคุยกับ “คุณฮิม” หรือ วิทวัส เสน่ห์จันทร์ วัย 36 ปี แม้เขาจะทำงานประจำอยู่ในสายงานครีเอทีฟและไดเรกเตอร์มานานกว่า 12 ปี แต่ยังหันมาสร้างธุรกิจส่วนตัวร่วมกับครอบครัว โดยหยิบปลาดุกมาเลาะก้างจนกลายเป็นธุรกิจในชื่อ “Dukdik ปลาดุกไร้ก้าง” ร้านย่านบางบัวทองที่กำลังเป็นไวรัล เพราะสามารถตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และลูกค้าที่อยากกินปลาดุกแบบสะดวกมากขึ้น จนสามารถสร้างรายได้วันละ 20,000 บาท ชวนครอบครัวมาสร้างธุรกิจ “ปลาดุกไร้ก้าง” คุณฮิมได้ไอเดียปลาดุกไร้ก้างมาจากร้านอาหารสไตล์อิซากายะแนวอีสาน หลังได้ลองกินจนเกิดความประทับใจเพราะไม่มีก้างมาคอยกวนใจคนชอบกินปลาดุกอย่างเขา จึงได้เก็บไอเดียนี้มาพัฒนาเป็นโปรเจ็กต์ เขาใช้เวลาทดลองและพัฒนาสินค้าด้วยตัวเองมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทั้งการแร่ปลา การเอาก้างออก รวมถึงการพัฒนาวิธีทำให้เนื้อปลายังคงความสดและไม่มีกลิ่นคาว แม้ในตอนนั้นจะยั
18 กันยายน 2569
เรื่องราวของ “เจคอบ แอนสัน” วัย 31 ปี เจ้าของร้านเบเกิล Brazen Bagels ที่เปิดขายในโชว์รูมรถ เมืองเดียร์บอร์น รัฐมิชิแกน จนสามารถสร้างรายได้ปีละ 200,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 6.4 ล้านบาท เจคอปเคยทำงานขายยางรถมือสองในบริษัทแห่งหนึ่ง เขารู้สึกหมดไฟในการทำงานจึงตัดสินใจลาออกในปี 2021 พร้อมกับมองหาอะไรใหม่ๆ ทำ จนได้เห็นวิดีโอร้านเบเกิลแห่งหนึ่งในนิวยอร์กที่มีคนต่อคิวยาว เขาจึงเริ่มทำเบเกิลสไตล์นิวยอร์กในครัวที่บ้าน ซึ่งใช้เวลาฝึกฝนและทดลองสูตรนานถึง 4 เดือน ขณะเดียวกันก็ทำงานเป็นไรเดอร์ส่งอาหารเพื่อหารายได้ประคองตัวไปด้วย “เป็นเวลาหลายเดือนที่ผมไม่ได้นั่งพักเลย ไม่ได้หยุดอบขนม ถ้าผมเหนื่อยหรือรู้สึกไม่ค่อยอยากทำ ผมก็จะโยนทุกอย่างลงในเครื่องผสมแล้วคิดว่า ผมจะไม่ทิ้งมันไปเปล่าๆ ลองทำซ้ำอีกครั้งดีกว่า” เจคอปเล่าเสริม หลังจากได้สูตรที่ลงตัว เจคอปเลือกเปิดร้าน Brazen Bagels ในโซเชียลมีเดียอย่างอินสตาแกรมและเฟซบุ๊กในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2022 พร้อมกับใช้บัตรเครดิตเต็มวงเงินมาเป็นเงินทุนในการซื้อเตาอบกับเครื่องผสมแป้ง เขาตัดสินใจนำเบเกิลที่เหลือไปแจกตามร้านค้าในละแวกนั้น หนึ่งในนั้นคือร้านเบอร์เกอร์ฝั่
17 กันยายน 2569
หากพูดถึงครีเอเตอร์ที่มีคาแรกเตอร์โดดเด่น หยิบเรื่องใกล้ตัวมาทำคอนเทนต์ได้อย่างน่าสนใจ และสะท้อนสังคม โดยการโรลเพลย์กับสถานการณ์จริงที่หลายคนเคยเจอ จนสามารถสร้างปรากฏการณ์ “คลิปล้านวิว” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ชวนพูดคุยกับ ไบรท์-เอกรัตน์ คงสถิตย์ เจ้าของช่องไบรท์ไร้ไขมัน (brightekkarat) ที่เริ่มจากความฝันอยากเป็นพิธีกร สู่การเป็นครีเอทีฟเบื้องหลังรายการตลกชื่อดังระดับประเทศ และผันตัวเป็นครีเอเตอร์สายเล่าเรื่อง ผู้ติดตาม 1.7 ล้าน ที่มีผลงานไวรัลนับไม่ถ้วน จากฝันแรกของเด็กสายกิจกรรม ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ความฝันแรกของไบรท์ไม่ใช่การเป็นคนเบื้องหลัง แต่เขาอยากเป็น “พิธีกร” ตั้งแต่สมัยเรียน เขาคือเด็กกิจกรรมตัวจริง ทั้งการเป็นพิธีกรกิจกรรมต่างๆ ประธานนักเรียน ไปจนถึงพิธีกรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งทุกบทบาทล้วนหล่อหลอมให้เขาคุ้นเคยกับการยืนหน้ากล้อง และสื่อสารกับผู้คน กระทั่งได้มีโอกาสฝึกงานที่ A Time Media ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ค้นพบว่าตัวเองชื่นชอบงานด้านครีเอทีฟ เช่น การคิดมุก การเขียนบท และการเล่าเรื่อง จนเริ่มจับทางสายครีเอทีฟได้อย่างจริงจัง หลังจากนั้น ไบรท์ได้รับโอกา
16 กันยายน 2569
ในช่วงเวลาไม่นานมานี้ บนโลกโซเชียลได้กำเนิดคอนเทนต์ไวรัลสุดร้อนแรงอย่าง “กรุงเทพ Native” คอนเทนต์ที่ทำขึ้นเพื่อตามหาว่าใครกันคือคนกรุงเทพฯ ที่แท้จริง คำว่า Native นั้นหมายถึงความดั้งเดิม หรือสิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิด เพราะฉะนั้น พอมาจับคู่กับคำว่า “กรุงเทพฯ” เลยกลายเป็นคอนเทนต์ที่สะท้อนถึงพฤติกรรมและความเคยชินของการเป็นคนกรุงเทพฯ จนครีเอเตอร์หลายคนนำไอเดียคอนเทนต์นี้มาทำเป็นมีมสนุกๆ ที่จำกัดความหมายของคำว่าคนกรุงเทพฯ ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น อันดับแรก ชวนมาลองเช็กลิสต์ว่าคุณเป็นคนกรุงเทพฯ แท้ 100% ไหม -บัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 110 -เดินเร็ว ชอบเดินใกล้ไกลขอแค่ได้เดิน -ขึ้นบีทีเอส เคหะฯ-คูคตไม่มีหลง -ยืนบนรถไฟฟ้าไม่ต้องจับเสา -เดินเซ็นทรัลเวิล์ดไม่หลง คุณสอบตกข้อไหนบ้าง? วัดที่อะไรใครคือกรุงเทพฯ แท้ จุดเริ่มต้นของเทรนด์นี้เกิดขึ้นจากการที่กลุ่ม Gen Z และ Gen Y ได้ตั้งข้อสงสัยถึงพฤติกรรม คำพูดแบบไหนที่เห็นแล้ว รู้ได้ทันทีว่าเป็นคน “กรุงเทพฯ แท้” หลังจากที่มีการตั้งคำถามเหล่านี้ขึ้นมาก็ทำให้คนบนโลกโซเชียลเข้าไปแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม จนคอนเทนต์ครีเอเตอร์ต่างหยิบยกไปคอมเมนต์กับประเด็นดั
16 กันยายน 2569
จากแม่ค้าขายผักสู่ผู้ปลุกตลาด “แตงโมสเปเชียลตี้” นี่คือเส้นทางธุรกิจของ “คุณณิชชา แก้วสุริยา” CEO บริษัท ณิชชา ชามม์ จำกัด ผู้เปลี่ยนผลไม้ธรรมดาให้มีมูลค่าเพิ่มและมีสายพันธุ์ให้เลือกเหมือนคอลเล็กชั่นแฟชั่น กว่าธุรกิจจะเดินมาถึงจุดนี้ เธอเคยกู้เงิน 6 ล้านบาท สร้างซูเปอร์มาร์เก็ตผัก ก่อนเผชิญวิกฤตฟองสบู่แตก ต้องขายตึก ขายแหวนแต่งงาน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการรับแตงโมมาขายที่ได้กำไรเพียงน้อยนิด เธอจึงตั้งคำถามตัวเองว่า “ขายแพงอย่างไรให้คนยอมซื้อ” นำไปสู่การเรียนรู้การปลูกแตงโม การตามล่าหาสายพันธุ์ใหม่ และการสร้างตลาดแตงโมที่แตกต่าง จนสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 30-40 ล้านบาท “สายพันธุ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นใหม่ในประเทศไทย ต้องผ่านมือเราทั้งหมด เราต้องการสร้างคุณค่าให้แตงโมแพงด้วยตัวมันเองผ่านสายพันธุ์ที่แปลกและมีคุณค่าตั้งแต่เนื้อยันเปลือก” คุณณิชชากล่าว กู้เงิน 6 ล้านสร้างธุรกิจ ก่อนเจอวิกฤตใหญ่ คุณณิชชาเป็นลูกเกษตรกรที่จับผลัดจับผลูมาช่วยพี่สาวขายผักในตลาดค้าส่ง ก่อนแยกตัวออกมาขายปลีก จากผักไม่กี่ชนิดเริ่มขายดีเป็นร้อยๆ ชนิด จากลูกค้ามากมายที่เข้ามาอุดหนุน ทำให้เธอมองเห็นโอกาสต่อยอดธุรกิจ
16 กันยายน 2569
“อย่าทำธุรกิจกับเพื่อน” คำนี้อาจใช้ไม่ได้กับสองเพื่อนรักคู่นี้ เพราะยิ่งทำงานกับเพื่อนรัก เพียงมองตาก็รู้ใจแล้ว นั่นทำให้ทุกอุปสรรคที่ผ่านเข้ามา ต่อให้เป็นทอร์นาโดก็พัดพาอะไรไปไม่ได้ ได้เพียงแวะแล้วเวียนผ่านไปเหมือนสายลม บทความนี้ เส้นทางเศรษฐีจะพาคุณไปพูดคุยกับสองผู้ก่อตั้ง Brooo คุณอ๋อง-กษิดิศ ดวงวราภรณ์ และ คุณเฟียต–ธนพงศ์ พานิชชอบ คู่เพื่อนรักที่จับมือกันทำธุรกิจ หากคุณเป็นสายสปอร์ตแอคทิฟคงไม่ต้องสาธยายถึงฮอตของแบรนด์น้องใหม่ Brooo ที่ก่อตั้งมาได้เพียง 5 ปี ก็เปิดแฟลกชิพสโตร์สุดยิ่งใหญ่ ณ ห้างหรู ใจกลางกรุงเทพฯ ได้แล้ว การเดินทางเพียงแค่ 5 ปี นับว่าเป็นระยะเวลาที่รวดเร็วมากในการปูทางความสำเร็จของแบรนด์ และยิ่งเป็นแบรนด์ที่เกิดมาจากแค่การนั่งคุยกันเรื่อง “ถุงเท้า” แล้วนั้น ยิ่งน่าสนใจว่ามาไกลถึงเพียงนี้ได้อย่างไร “ถุงเท้า” ใบเบิกทางความสำเร็จ คุณเฟียตเริ่มเล่าเรื่องอย่างเป็นกันเองว่า เขาและคุณอ๋องเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมปลาย ช่วงที่จะเข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย ก็ไปบนบานศาลกล่าวด้วยกันว่าถ้าสอบติดคณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์ฯ จะวิ่งรอบสนามหลวงเป็นการแก้บน โดยที่คุณอ๋องบนไว้ว่า
15 กันยายน 2569