classicliterature.it.com

‘กยศ.’เร่งยกระดับระบบติดตามหนี้ จ่อขึ้นดบ.-ค่าปรับกลุ่มเบี้ยว2ล้านราย

 ‘กยศ.’ เร่งยกระดับระบบติดตามหนี้ จ่อชงขึ้นดอกเบี้ย-ค่าปรับ กลุ่มเบี้ยวหนี้ 2 ล้านราย พร้อมลุยสางกลุ่มลูกหนี้ 5 แสนราย มูลหนี้ 140 หลังพบข้อมูลชำระทับซ้อนมีปัญหา เตรียมจัดทำ ‘ไวท์ลิสต์’ กลุ่มชำระดีมีวินัย ดันข้อมูลเข้า Ari Score เป็นข้อมูลให้แบงก์รัฐใช้พิจารณาปล่อยกู้ พร้อมแจง ครม. ไฟเขียวงบ 1,200 ล้านบาท สำรองปล่อยกู้นักเรียน-นักศึกษาอีก 1.4 หมื่นราย

30 ก.ย.2569- นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เป็นประธานกรรมการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 มีมติเห็นชอบจัดสรรงบกลางสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉิน วงเงิน 1,200 ล้านบาท ให้กับ กยศ. เพื่อเป็นสภาพคล่องในการปล่อยกู้ให้กับนักเรียน นักศึกษาในปี 2569 เนื่องจากมีนักเรียน นักศึกษาที่ขอกู้เกินกรอบที่วางไว้ 14,004 ราย ขณะที่ในปีงบประมาณ 2570 ที่จะเริ่มในวันที่ 1 ต.ค. นี้ กยศ. จะมีกระแสเงินสดเข้ามาอีก 9,000 ล้านบาท เพื่อดูแลในการปล่อยกู้เพื่อการศึกษาได้อีกช่วงหนึ่ง แต่ก็ยังต้องยอมรับว่า กองทุนฯ ยังมีความต้องการกระแสเงินสดเพิ่มอยู่

นอกจากนี้ กยศ. ยังได้มีการปรับระบบการติดตามหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หลังจากพบว่ามีลุกหนี้ที่มีปัญหาไม่ยอมผ่อนชำระราว 2 ล้านราย ซึ่งส่งผลต่อสภาพคล่องของหน่วยงาน โดยเมื่อเข้าไปดูในรายละเอียดจะพบว่าในจำนวนนี้มีราว 5 แสนราย เป็นกลุ่มลูกหนี้ดีที่ซ่อนอยู่ในกลุ่มลูกหนี้ที่มีปัญหา ซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกหนี้ที่มีความซับซ้อนสูง เนื่องจากการเปลี่ยนสถานที่ทำงานใหม่ ทำให้ข้อมูลการชำระหนี้คลาดเคลื่อน จนถูกจัดให้ไปอยู่ในกลุ่มลูกหนี้เสียได้

“จาก 2 ล้านกว่ารายที่เป็นหนี้เสียนั้น พบว่ามี 5 แสนรายซึ่งเป็นลูกหนี้ดีซ่อนอยู่ แต่พบว่ามีปัญหาเรื่องข้อมูลจากการผ่อนชำระ เช่น ลูกหนี้มีการผ่อนชำระทุกเดือน หรือส่งตามวงรอบ แต่มีการเปลี่ยนงานไปอยู่ในบริษัทที่มีระบบการหักเงินเดือนเพื่อชำระคืนหนี้ให้กับ กยศ. โดยในช่วงเปลี่ยนงาน 30 วันนี้ที่เป็นปัญหา จากลูกหนี้ที่ชำระต่อเนื่องตามระบบ มาเป็นการตัดยอดจากเงินเดือน ซึ่งตามกฎของ กยศ. คือ ระบบการหักเงินเดือนชำระหนี้จะนับเฉพาะยอดหนี้ในวันที่เริ่มทำงานกับบริษัทนั้นเท่านั้น ไม่เอาหนี้เก่ามารวม ตรงนี้ต่างกับสถาบันการเงินที่เอายอดหนี้ทุกอย่างมารวมแล้วหัก จึงทำให้ลูกหนี้รายนั้น ๆ อาจจะมีวงหนี้เก่าจากการผ่อนชำระต่อเนื่องเองตามวงรอบค้างอยู่ 500-1,000 บาท หรือไม่เกิน 10,000 บาท ซึ่งใน 5 แสนรายนี้ มีมูลหนี้ค้างเพียง 140 ล้านบาทที่จะต้องไปเร่งจัดการ” นายวินิจ กล่าว

โดยสิ่งที่ กยศ. กำลังดำเนินการ คือ การเร่งติดต่อไปยังลูกหนี้ทั้ง 5 แสนรายทุกคนที่เป็นลูกหนี้ดี แต่มีชื่ออยู่ในกลุ่มหนี้เสีย เพื่อแจ้งรายละเอียด รวมถึงจะต้องมีการปรับวิธีการจ่ายหนี้เพื่อให้ลูกหนี้กลุ่มนี้รู้สึกผิดน้อยที่สุด โดยยืนยันว่าจะมีการผ่อนปรนให้กลุ่มนี้ แต่จะไม่ทำให้หนี้ในส่วนนี้กลายเป็นปัญหาในระยะต่อไปอย่างแน่นอน ดังนั้นหาก กยศ. สามารถสางปัญหากับลูกหนี้กลุ่มนี้ได้ ก็จะทำให้ตัวเลขกลุ่มลูกหนี้เสียของ กยศ. หายไปถึง 5 แสนรายได้

ส่วนกลุ่มลูกหนี้ 2 ล้านรายที่มีปัญหาก็จะต้องมีการปรับมาตรการในการติดตามหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแนวทางหนึ่ง คือ อาจจะมีการเสนอให้มีการปรับแก้ไขเรื่องอัตราดอกเบี้ย และค่าปรับเฉพาะกลุ่มลูกหนี้ที่มีปัญหาไม่ยอมผ่อนชำระ ส่วนกลุ่มลูกหนี้ดี ยืนยันว่า กยศ. มีแนวทางในการให้ความช่วยเหลืออยู่แล้ว เช่น อาจมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงให้ต่ำกว่านี้ เป็นต้น โดยขณะนี้ กยศ. อยู่ระหว่างการปรับระบบข้อมูล เหลืออีกไม่กี่หมื่นรายก็จะแล้วเสร็จ

“สิ่งที่ต้องยอมรับ คือ หนี้ของ กยศ. แตกต่างจากหนี้อื่น ดังนั้นคงไม่มีการพูดเรื่องแบล็คลิสต์หรือตัดโอกาสกลุ่มที่มีปัญหา แต่ในทางกลับกันลูกหนี้ที่มีวินัย จ่ายหนี้ครบ กยศ. จะทำเป็นไวท์ลิสต์ ว่ากลุ่มเหล่านี้เป็นผู้มีเครดิตดี และจะส่งข้อมูลไปยัง Ari Score เพื่อให้สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐใช้เป็นข้อมูล เมื่อกลุ่มนี้ไปขอสินเชื่อก็จะได้รับการพิจารณา หรือให้ความช่วยเหลือก่อน เพราะเป็นคนตั้งใจดี มีวินัยทางการเงิน ส่วนประเด็นเรื่องการส่งข้อมูลเข้าเครดิตบูโรนั้นอาจจะยังไม่เห็นในเร็ววันนี้ แต่ก็ยอมรับว่าต้องดำเนินการ โดยต้องใช้ความระมัดระวัง ให้ความเป็นธรรมและให้ความสำคัญกับทุกฝ่าย และขอเน้นว่าวันนี้ กยศ. ดูแลคนดีก่อน ดูแลลูกหนี้ที่ดีที่ส่งต่อโอกาสให้รุ่นน้อง และต้องแยกให้ออกระหว่างลูกหนี้ที่ลำบากดูแล ลูกหนี้ที่ดีต้องส่งเสริม ส่วนลูกหนี้หรือรุ่นพี่ที่เกเร ก็ต้องชวนเขากลับเข้ามาใหม่” นายวินิจ ระบุ.

Update: 2026-09-30
Tags: