classicliterature.it.com

หุ้นไทย 2,000 จุด ความฝันที่ต้องมีเครื่องยนต์สองตัว

คอลัมน์ : ส่องโลก มองไทย
ผู้เขียน : ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์
[email protected]

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ร่วมเวทีสัมมนา “Empowering Opportunities เปลี่ยนเกมตลาดทุนไทย สู่โอกาสการลงทุนที่ยั่งยืน” ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โจทย์ของงานคือคำถามที่ค้างคาใจคนในตลาดทุนมาสามปี ว่าตลาดหุ้นไทยที่เคยมีมูลค่าราว 22 ผล้านล้านบาท และหดเหลือราว 16 ล้านล้านบาท พร้อมกับที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิสะสมราว 450,000 ล้านบาท จะกลับมามีเสน่ห์ได้อย่างไร และเป้าหมาย 2,000 จุดที่หลายฝ่ายพูดถึงนั้นเป็นไปได้จริงหรือไม่

คำตอบของผู้เขียนคือเป็นไปได้ แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าดัชนีตลาดหุ้นไม่ได้ขึ้นด้วยความหวัง หากขึ้นด้วยเครื่องยนต์สองตัวที่ต้องติดพร้อมกัน ตัวแรกคือกำไรต่อหุ้นของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งสะท้อนการเติบโตของธุรกิจจริง ตัวที่สองคืออัตราส่วนราคาต่อกำไร ซึ่งสะท้อนว่านักลงทุนยินดีจ่ายแพงแค่ไหนสำหรับกำไรก้อนเดียวกัน และตัวหลังนี้เองที่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นล้วน ๆ

จากการคำนวณของผู้เขียน หากกำไรต่อหุ้นเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อยปีละราว 3.6% และอัตราส่วนราคาต่อกำไรของตลาดขยับขึ้นสู่ราว 18 เท่า ดัชนีก็มีโอกาสแตะ 2,000 จุดได้ ข่าวดีคือขณะนี้อัตราส่วนดังกล่าวฟื้นขึ้นมาอยู่ราว 15.7 ถึง 16 เท่า จากที่เคยตกลงไปเหลือ 12 ถึง 13 เท่าในช่วงก่อนหน้า และหากกำไรเติบโตได้ใกล้เคียง 5% ต่อปี แรงส่งก็จะยิ่งชัดเจนเพราะนั่นหมายความว่าบริษัทจดทะเบียนไม่ได้โตตามน้ำ แต่เพิ่มประสิทธิภาพได้จริง

สัญญาณที่น่าสนใจอีกด้านคือกระแสเงินทุนต่างชาติ หลังไหลออกต่อเนื่องสองถึงสามปี ปีนี้ไทยกลายเป็นหนึ่งในไม่กี่ตลาดของภูมิภาคที่มีเงินไหลเข้าสุทธิกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม อินเดีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ล้วนถูกขายสุทธิ มีเพียงญี่ปุ่นที่เป็นบวกเช่นเดียวกับเรา

ปัจจัยหนุนมาจากภาพเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้นโดยขยายตัวเกิน 2% และมีโอกาสไปถึง 2.5% นโยบายการคลังที่กระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาวินัย นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายบนเสถียรภาพที่ยังดี และเสถียรภาพทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น

แต่โจทย์ที่แท้จริงไม่ใช่การทำให้เงินไหลเข้าระยะสั้น หากคือการทำให้นักลงทุนต่างชาติเห็นศักยภาพการเติบโตระยะยาวของประเทศ เพื่อให้เงินที่เข้ามาเป็นเงินลงทุนถาวร ไม่ใช่เงินที่มาเพราะตลาดอื่นน่าสนใจน้อยลงชั่วคราว ที่ผ่านมากระแสปัญญาประดิษฐ์ส่งแรงหนุนมายังหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยบ้างแล้ว ระยะต่อไปต้องจับตาว่าแรงส่งนี้จะกระจายไปสู่ภาคเศรษฐกิจอื่นได้กว้างเพียงใด

ในเวทีดังกล่าว ผู้เขียนได้ยกกรณีศึกษาญี่ปุ่นในยุคนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ซึ่งนอกจากนโยบาย “ธนูสามดอก” แล้ว หัวใจที่ปลดล็อกมูลค่าตลาดหุ้นได้จริงคือการปฏิรูปธรรมาภิบาลและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทุนของบริษัทจดทะเบียน โดยตั้งเป้าให้ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเติบโตต่อเนื่อง บริษัทที่ทำไม่ได้ตามเกณฑ์อาจถูกกระทบถึงสถานะในดัชนี พร้อมกับให้ความสำคัญกับโครงสร้างคณะกรรมการและกลไกคุ้มครองผู้ถือหุ้น กล่าวได้ว่าญี่ปุ่นใช้ “ไม้แข็ง”

ขณะที่โครงการ JUMP+ ของไทยซึ่งมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 142 แห่ง ใช้แนวทาง “ไม้อ่อน” คือสิทธิประโยชน์และความสมัครใจ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ระยะยาวคงต้องเติมกลไกกำกับให้พอเหมาะ จึงจะยั่งยืน

ผู้เขียนสรุปในเวทีว่า ความสำเร็จของการเปลี่ยนเกมตลาดทุนไทยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขสามประการ ประการแรก บริษัทจดทะเบียนต้องนำแผนที่ประกาศไว้ไปทำจริงและสร้างผลลัพธ์ได้ตามเป้า เพราะการมีแผนหรือเปิดเผยข้อมูลอย่างเดียวยังไม่พอ ประการที่สอง ต้องสร้างฝั่งอุปสงค์ให้โตควบคู่ไปด้วย เพราะการมีของดีในตลาดจะไร้ความหมายหากไม่มีผู้ซื้อ

ซึ่งเรื่องนี้ผูกโดยตรงกับเศรษฐกิจ หากประชาชนมีรายได้และเงินออมมากขึ้น ก็จะมีกำลังเข้ามาลงทุนมากขึ้นตาม และประการที่สาม ต้องมีกลไกกำกับดูแลที่เข้มแข็งพอจะป้องกันปัญหาธรรมาภิบาลและพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือผู้บริหาร เพราะหากเรื่องเหล่านี้เกิดซ้ำความเชื่อมั่นที่สร้างมาก็จะถูกบั่นทอนจนหมด

สำหรับผู้ลงทุน ผู้เขียนขอฝากข้อคิดหนึ่งข้อ การที่บริษัทหนึ่งเข้าร่วม JUMP+ ไม่ได้แปลว่าหุ้นตัวนั้นน่าลงทุนโดยอัตโนมัติ ตราสัญลักษณ์นี้ควรเป็น “จุดตั้งต้นของการวิเคราะห์” ไม่ใช่สัญญาณซื้อ สิ่งที่ควรพิจารณามีสามด้าน คือเป้าหมายที่บริษัทประกาศน่าเชื่อถือและวัดผลได้จริงหรือไม่ ผู้บริหารลงมือทำตามแผนจริงหรือเพียงทำตามเช็กลิสต์เพื่อรับสิทธิประโยชน์ และท้ายที่สุดแผนนั้นแปลงเป็นผลประกอบการและมูลค่ากิจการที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่

สุดท้าย ตลาดหุ้นยังทำหน้าที่เป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ การที่ดัชนีขยับจากราว 1,200 จุด มาสู่ 1,400 จุด และราว 1,600 จุดในปัจจุบัน สะท้อนว่าตลาดคาดหวังว่าเศรษฐกิจไทยในช่วง 12 ถึง 16 เดือนข้างหน้าจะทยอยฟื้นตัว หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามาเปลี่ยนทิศทาง เป้าหมาย 2,000 จุดจึงไม่ใช่ความฝันเลื่อนลอย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมาถึงเองด้วยมาตรการใดมาตรการหนึ่ง มันต้องมาจากบริษัทที่ทำได้จริง นักลงทุนที่มีกำลังซื้อ และกติกาที่คนเชื่อถือ ครบทั้งสามอย่างพร้อมกันเท่านั้น

Update: 2026-08-13
Tags: