วรเจตน์ชี้รัฐประหาร 19 ก.ย. เป็นต้นแบบยึดอำนาจซ้ำ ทำไทยติดเขาวงกตวิกฤต 20 ปี เสนออุดสุญญากาศการเมือง-ตีกรอบกฎอัยการศึก
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ปาฐกถาในวาระครบ 20 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ชี้กลไกทางกฎหมายและกระบวนการตุลาการมีส่วนทำให้การยึดอำนาจสำเร็จ ก่อนกลายเป็น ‘โรลโมเดล’ ของรัฐประหารปี 2557 ส่งผลให้ประเทศไทยยังติดอยู่ในวังวนวิกฤต พร้อมเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ในกิจการจำเป็นได้หลังยุบสภา และทำให้การประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยฝ่ายทหารเกิดขึ้นได้ยากขึ้น
- วิจารณ์กลไกกฎหมายหลังรัฐประหาร กัดเซาะหลักนิติรัฐ
- จากปี 2549 ถึง 2557 วงจรเดิมเกิดขึ้นอีกครั้ง
- มองคนเสื้อแดงเป็นผลพวงจากรัฐประหาร
- ชี้วงการกฎหมายไทยต้องทบทวนบทบาท
วันนี้ (19 กันยายน) ศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ นักวิชาการกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ‘สองทศวรรษ รัฐประหาร 19 กันยา 49’ ผ่านเว็บไซต์คนเสื้อแดง เนื่องในวาระครบรอบ 20 ปีรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 โดยระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่ใช่การยึดอำนาจด้วยกำลังทหารเพียงลำพัง แต่มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและการใช้กลไกทางกฎหมายเป็นปัจจัยสำคัญ ก่อนจะกลายเป็นแบบอย่างของรัฐประหารปี 2557 และส่งผลต่อโครงสร้างการเมืองไทยมาจนถึงปัจจุบัน
วรเจตน์กล่าวว่า ก่อนรัฐประหารปี 2549 รัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งชุดแรกที่บริหารประเทศครบวาระ 4 ปี สะท้อนว่ากระบวนการประชาธิปไตยเริ่มหยั่งรากมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เกิดแรงต่อต้านจากกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหรือรู้สึกว่าสถานะทางการเมืองของตนกำลังเปลี่ยนแปลง
จุดเปลี่ยนสำคัญในเวลานั้นคือคำวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 เป็นโมฆะ จากปัญหาการจัดวางคูหาเลือกตั้ง ก่อนจะมีการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งใหม่ไม่เกิดขึ้น เนื่องจากคณะทหารเข้ายึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
วิจารณ์กลไกกฎหมายหลังรัฐประหาร กัดเซาะหลักนิติรัฐ
วรเจตน์ระบุว่า ภายหลังการรัฐประหาร มีการจัดทำรัฐธรรมนูญชั่วคราวและรัฐธรรมนูญปี 2550 รวมถึงตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นทำหน้าที่แทนศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกยุบไป พร้อมโอนคดีที่ค้างอยู่มาพิจารณาต่อ
หนึ่งในนั้นคือคดียุบพรรคไทยรักไทย ซึ่งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญนำประกาศของคณะรัฐประหารที่กำหนดโทษเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคมาใช้กับกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน ทั้งที่กฎเกณฑ์ดังกล่าวยังไม่มีอยู่ในขณะที่เกิดเหตุ วรเจตน์เรียกคำวินิจฉัยนี้ว่าเป็น “ประกาศคณะรัฐประหารในรูปของคำวินิจฉัย” และเห็นว่าเป็นตัวอย่างของการใช้กฎหมายย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคล ซึ่งขัดกับหลักนิติรัฐ
หลังการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนซึ่งสืบเนื่องมาจากพรรคไทยรักไทยยังชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้ วรเจตน์มองว่า ความพยายามเปลี่ยนแปลงรัฐบาลยังดำเนินต่อไปผ่านกลไกทางกฎหมายและกระแสชาตินิยม ตั้งแต่กรณีปราสาทพระวิหาร ไปจนถึงคำวินิจฉัยให้ สมัคร สุนทรเวช พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในคดีจัดรายการ ‘ชิมไป บ่นไป’
วรเจตน์วิจารณ์ว่า ศาลรัฐธรรมนูญตีความคำว่า ‘ลูกจ้าง’ กว้างไปถึงผู้รับจ้าง ทำให้สมัครกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่พ้นจากตำแหน่งด้วยคำวินิจฉัยของศาลขณะดำรงตำแหน่ง และกลายเป็นตัวอย่างของการใช้อำนาจตุลาการที่ส่งผลให้ผู้นำรัฐบาลพ้นจากตำแหน่งในเวลาต่อมา
เขายังกล่าวถึงคดีที่ดินรัชดาฯ ซึ่งนำไปสู่โทษจำคุกทักษิณ โดยตั้งข้อสังเกตว่า แม้คณะรัฐประหารจะตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. เพื่อตรวจสอบข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต แต่คดีแรกที่ทำให้อดีตนายกรัฐมนตรีถูกพิพากษาจำคุกกลับเป็นกรณีลงนามยินยอมให้คู่สมรสซื้อที่ดินจากการประมูล ไม่ใช่คดีทุจริตคอร์รัปชันโดยตรง
จากปี 2549 ถึง 2557 วงจรเดิมเกิดขึ้นอีกครั้ง
ภายหลังสมัครพ้นจากตำแหน่ง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ก่อนที่พรรคพลังประชาชนจะถูกยุบและสมชายพ้นจากตำแหน่ง จากนั้นจึงเกิดการเปลี่ยนขั้วจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งวรเจตน์เรียกว่าเป็น “การเปลี่ยนรัฐบาลในค่ายทหาร”
เมื่อมีการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ พรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกขัดขวาง ก่อนเกิดการชุมนุมทางการเมืองและการยุบสภาในเวลาต่อมา
วรเจตน์ชี้ว่า เหตุการณ์ขณะนั้นซ้ำรอยปี 2549 คือการเลือกตั้งไม่สามารถเดินหน้าได้ตามปกติ มีการขัดขวางการเลือกตั้ง และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะ เพราะไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วราชอาณาจักร
อย่างไรก็ตาม วรเจตน์เห็นว่า บทบัญญัติรัฐธรรมนูญกำหนดเพียงให้ประกาศ “วันเลือกตั้ง” เป็นวันเดียวกันทั่วประเทศ ไม่ได้กำหนดว่าการลงคะแนนต้องเกิดขึ้นพร้อมกันทุกพื้นที่โดยไม่มีข้อยกเว้น เนื่องจากในทางปฏิบัติอาจมีเหตุที่ทำให้บางหน่วยไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้
เมื่อการเลือกตั้งเป็นโมฆะ รัฐบาลยิ่งลักษณ์จึงอยู่ในสถานะรักษาการ และการเลือกตั้งครั้งใหม่ไม่เกิดขึ้น ก่อนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557
มองคนเสื้อแดงเป็นผลพวงจากรัฐประหาร
วรเจตน์กล่าวว่า การรวมตัวของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผลพวงจากรัฐประหารปี 2549 โดยมีจุดยืนสำคัญคือการยืนยันว่ารัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้ง และการเปลี่ยนรัฐบาลต้องดำเนินไปตามกลไกในระบบรัฐสภา ไม่ใช่ผ่านรัฐประหารหรือการใช้อำนาจขององค์กรตุลาการเพื่อให้ผู้นำรัฐบาลพ้นจากตำแหน่ง
บทบาทของคนเสื้อแดงขึ้นสู่จุดสูงสุดหลังการยุบพรรคพลังประชาชนและการเปลี่ยนขั้วรัฐบาล เพราะประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกว่ากลไกประชาธิปไตยไม่ได้ดำเนินไปตามครรลองที่ควรจะเป็น
เสนออุดช่องสุญญากาศหลังยุบสภา-จำกัดการใช้กฎอัยการศึก
วรเจตน์ประเมินว่า รัฐประหารปี 2549 เป็น “โรลโมเดล” ที่ถูกนำมาใช้ซ้ำในปี 2557 เนื่องจากทั้งสองครั้งเกิดขึ้นในช่วงที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ เปิดช่องให้ฝ่ายทหารอาศัยสุญญากาศทางการเมืองเข้ายึดอำนาจ
เขาจึงเสนอว่า ในอนาคตควรลดช่วงเวลาที่เกิดสุญญากาศทางอำนาจให้เหลือน้อยที่สุด โดยอาจกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรยังสามารถปฏิบัติหน้าที่เฉพาะในกิจการสำคัญหรือจำเป็นได้ภายหลังการยุบสภา จนกว่าจะมีการเลือกตั้ง เพื่อให้สภายังเป็นพื้นที่แก้ไขปัญหาทางการเมืองและลดข้ออ้างสร้างความชอบธรรมแก่การรัฐประหาร
อีกข้อเสนอคือ ต้องทำให้การประกาศใช้กฎอัยการศึกโดยฝ่ายทหารเกิดขึ้นได้ยากกว่าเดิม และไม่ควรเขียนรับรองช่องทางดังกล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญโดยตรง โดยวรเจตน์ยกกรณีปี 2557 ซึ่งกองทัพประกาศใช้กฎอัยการศึกก่อนการยึดอำนาจว่าเป็นบทเรียนสำคัญ
ชี้วงการกฎหมายไทยต้องทบทวนบทบาท
ช่วงท้าย วรเจตน์วิจารณ์บทบาทของวงการกฎหมายไทยว่า ก่อนรัฐประหารปี 2549 เกิดสิ่งที่ถูกเรียกว่า ‘ตุลาการภิวัตน์’ แต่นักวิชาการและนักกฎหมายจำนวนไม่น้อยกลับส่งเสียงคัดค้านน้อยเกินไป หรือยอมรับการใช้กฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับหลักนิติรัฐ ตั้งแต่การใช้ประกาศคณะรัฐประหารย้อนหลังเป็นผลร้ายแก่บุคคล ไปจนถึงการตีความกฎหมายที่มุ่งให้เกิดผลเฉพาะคดี แต่ไม่สามารถนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานทั่วไปได้
วรเจตน์ทิ้งท้ายว่า หากย้อนพิจารณาเหตุการณ์ตลอด 20 ปี จะเห็นว่าหลักนิติรัฐยังไม่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย และการเติมคำว่า ‘แบบไทยๆ’ ต่อท้ายหลักนิติรัฐหรือนิติธรรม ซึ่งควรเป็นคุณค่าสากล อาจเท่ากับการปฏิเสธคุณค่านั้นเสียเอง
ติดตามปาฐกถาฉบับเต็มได้ทางเว็บไซต์คนเสื้อแดง และวิดีโอที่เผยแพร่ผ่าน YouTube และ Facebook ของคนเสื้อแดง
ติดตามเนื้อหาฉบับเต็มได้ที่ :
- https://youtu.be/HfmZ7F3KaPA?si=Yw-RwZMnddZgOMxU
- www.facebook.com/KhonSueaDaeng/videos/2290712755031426
ABOUT THE PHOTOGRAPHER
ศวิตา พูลเสถียร
ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD