classicliterature.it.com

คมนาคมเร่งเดินหน้านโยบาย “ตั๋วร่วม” 17-45 บาท ปักธงใช้จริง 1 ม.ค. 2570

คมนาคมเร่งเดินหน้านโยบาย “ตั๋วร่วม” 17-45 บาท พร้อมเจรจาผู้ประกอบการรถไฟฟ้าทุกราย ลุยทดลองระบบได้ในเดือน ธ.ค.นี้ ปักธงใช้จริง 1 ม.ค. 2570 ย้ำไม่ซื้อคืนสัมปทาน เล็งใช้งบชดเชยช่วงเปลี่ยนผ่าน

วันที่ 14 ส.ค.2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายระบบตั๋วร่วม ค่าโดยสาร 17-45 บาท ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายตั๋วร่วม ได้กำหนดแนวทางเดินหน้าตามมติ ครม.โดยเร่งจัดทำกฎหมายลำดับรองและประกาศที่เกี่ยวข้องพร้อมเจรจากับผู้ประกอบการรถไฟฟ้าทุกสาย ทุกสี โดยการเจรจาจะต้องไม่กระทบสัญญาสัมปทานที่เอกชนมีอยู่กับภาครัฐเดิม และแม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบาย ตั๋วร่วม กับรถไฟฟ้าทุกสี ทุกสายทาง รัฐบาลก็ไม่มีนโยบายซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าอย่างแน่นอน

โดยประชาชนที่ใช้บริการรถไฟฟ้าหากเปลี่ยนสายทางระหว่างสี ก็จะไม่เสียค่าโดยสารแรกเข้าซ้ำซ้อน โดยค่าโดยสารจะเริ่มต้น 17 บาทและสูงสุดไม่เกิน 45 บาท นอกจากนั้นคณะกรรมการนโยบายตั๋วร่วมยังได้ตกลงวิธีคำนวณค่าโดยสารข้ามระบบ รวมถึงการจัดสรรรายได้ และ หลักเกณฑ์ชดเชยกรณีค่าโดยสารปกติสูงกว่า 45 บาท ทั้งนี้รัฐบาลจะพิจารณาภาระชดเชยค่าโดยสารอย่างเป็นธรรม โดยแยกการเพิ่มขึ้นของผู้โดยสารตามธรรมชาติออกจากจำนวนที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายลดค่าโดยสารเพื่อไม่ให้รัฐแบกรับภาระเกินจำเป็น ขณะที่ผู้ประกอบการก็ไม่ควรได้รับประโยชน์เกินควร

“Clearing House กระทรวงคมนาคมจะหารือกระทรวงการคลังเพื่อกำหนดหน่วยงานบริหารโดยยังไม่มีการเลือกธนาคารกรุงไทย แม้มีความพร้อมจากประสบการณ์ระบบ EMV และระบบชำระเงินข้ามแพลตฟอร์ม ทั้งนี้ต้องพิจารณาหลายทางเลือกและดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องด้านระบบ EMV สายสีเขียว และ สีทอง ซึ่งเรื่องนี้ทาง กทม.ยังมีข้อกังวลเรื่องงบประมาณ และ การโอนทรัพย์สินไปยัง รฟม. จึงอาจต้องให้ กทม.ติดตั้งไปก่อนแล้วโอนค่าใช้จ่ายภายหลัง หรือ ให้รฟม.ดำเนินการเอง หากการโอนเสร็จทัน โดยเป้าหมายระยะยาวคือติดตั้ง EMV ทุกประตู และในอนาคตจะรองรับ QR Code และช่องทางชำระเงินอื่นๆ ด้วย” นายสิริพงศ์ กล่าวและว่า

กระทรวงคมนาคมยังได้วางเป้าหมายให้กระบวนการต่างๆแล้วเสร็จ ภายในเดือน พ.ย. 69 และจะเริ่มทดลองระบบได้ในเดือน ธ.ค.69 ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดใช้งานจริงได้ในวันที่ 1 ม.ค. 70 ขณะที่กฎหมายลูกที่เหลือ 16 ฉบับ ได้ผ่านความเห็นชอบในหลักการไปแล้ว 10 ฉบับ คาดว่าจะสามารถประกาศ กฎกระทรวงได้ในเดือน ต.ค. 69 ส่วนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการโอนสิทธิ์ หรือ แก้ไขสัญญา PPP จะต้องผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้กำหนดแนวทางให้ฝ่ายเลขานุการและคณะกรรมการตามมาตรา 31 เดินหน้าเจรจากับผู้ประกอบการขนส่งแต่ละราย โดยยึดกรอบนโยบายของ ครม. ที่กำหนดค่าโดยสาร 17-45 บาทเป็นหลัก และต้องดำเนินการโดยไม่กระทบต่อสัญญาสัมปทาน เนื่องจากรัฐบาลไม่มีนโยบายซื้อคืนสัมปทาน ดังนั้น ในระยะเริ่มต้นรัฐอาจจำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือหรือชดเชยบางส่วน เพื่อให้สามารถดำเนินนโยบายค่าโดยสารร่วมได้ จนกว่าสัญญาสัมปทานบางส่วนจะทยอยสิ้นสุดลง จากนั้นจึงสามารถทบทวนโครงสร้างและแนวทางดำเนินการได้อีกครั้ง

นายสิริพงศ์ กล่าวว่า เบื้องต้นภาครัฐจะใช้เงินชดเชยกับโครงการตั๋วร่วมนี้ประมาณ 4,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งดีกว่าการไปซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าทั้งระบบที่คาดว่าจะต้องใช้เงินรวมกว่า 2 แสนล้านบาท และยังมีดอกเบี้ย 2% หรือประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขดังกล่าวถือว่าใกล้เคียงกับวงเงินชดเชยค่าโดยสารที่ประเมินไว้ ดังนั้นทางคณะกรรมการฯจึงเลือกใช้วิธีสนับสนุน หรือ ชดเชยค่าโดยสาร ในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อเดินหน้าค่าโดยสารร่วม 17-45 บาท และรอทบทวนโครงสร้างเมื่อสัมปทานทยอยสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า การใช้สิทธิ์ 17-45 บาท เปิดให้ประชาชนไทยได้ใช้บริการเท่านั้น และอาจยืนยันตัวตนผ่านบัตร EMV โดยไม่ต้องลงทะเบียนให้ยุ่งยาก ผู้โดยสารอาจชำระเต็มก่อน แล้วให้ ClearingHouse คำนวณและคืนส่วนต่างตามสิทธิ์ เช่นเดียวกับแนวทางของรถไฟชานเมืองสายสีแดง โดยเบื้องต้นประเมินว่า นโยบายอาจเพิ่มผู้โดยสารได้มากกว่า 30% แต่ต้องกำหนดฐานการเติบโตปกติของแต่ละเส้นทางก่อนเพื่อคำนวณว่ารัฐควรรับภาระส่วนใด และแบ่งผลประโยชน์จากผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายอย่างไร โดยเป้าหมายคือ ลดภาระประชาชนควบคู่การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และรักษาความสมดุลระหว่างรัฐกับผู้ประกอบการ

Update: 2026-08-14
Tags: