148 วาระค้าง กสทช. สภาผู้บริโภคจี้ปลดล็อก ห่วงกระทบเศรษฐกิจดิจิทัล
สภาผู้บริโภคจี้ กสทช. เร่งเปิดประชุม หลังมี 148 วาระรอพิจารณา ทั้งผลกระทบควบรวมโทรคมนาคม อนาคตทีวีดิจิทัล และเรื่องร้องเรียนผู้บริโภค ห่วงความล่าช้ากระทบการแข่งขัน คุณภาพบริการ สิทธิผู้ชม และความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล
เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 สภาผู้บริโภค จัดประชุมหารือร่วมกับกรรมการ กสทช. และตัวแทนสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) เพื่อติดตามปัญหาที่กระทบผู้บริโภคด้านกิจการโทรทัศน์และโทรคมนาคม โดยสภาผู้บริโภคได้เชิญกรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คนเข้าร่วม มีกรรมการตอบรับและเข้าร่วมการหารือ 3 คน ได้แก่ พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต และรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สถานการณ์ที่ กสทช. ยังไม่สามารถเปิดประชุมเพื่อพิจารณาวาระต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้กระทบเฉพาะการทำงานภายในองค์กร แต่ส่งผลถึงเรื่องที่รอการตัดสินใจทั้งด้านกิจการโทรคมนาคม กิจการโทรทัศน์ การลงทุน และการคุ้มครองผู้บริโภค
นางสาวสารี ระบุว่า ในส่วนของมาตรการหลังควบรวมกิจการโทรคมนาคม ยังมีประเด็นที่ต้องติดตามว่ามาตรการที่กำหนดไว้สามารถสร้างผลในทางปฏิบัติได้มากน้อยเพียงใด ทั้งเรื่องราคา การแข่งขัน และการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าสู่ตลาด ขณะที่ผู้บริโภคยังเผชิญปัญหาในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ค่าบริการโทรคมนาคม ไปจนถึงภัยจากมิจฉาชีพ เช่น ข้อความสั้น (SMS) ที่แนบลิงก์ ซึ่งสภาผู้บริโภคเคยเสนอให้มีมาตรการจัดการเพื่อป้องกันความเสียหาย
“เราไม่มีเวลารอผลการพิจารณาคดี สิ่งที่อยากเห็นคือ กสทช. เดินหน้าทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค เพราะยังมีทั้งเรื่องร้องเรียนและปัญหาหลายเรื่องที่รอการตัดสินใจ” นางสาวสารีกล่าว พร้อมเรียกร้องให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือทั้ง 6 คนร่วมกันหาทางเปิดประชุม และให้สำนักงาน กสทช. ทำหน้าที่สนับสนุนให้การประชุมเกิดขึ้น
รศ.รุจน์ โกมลบุตร อนุกรรมการการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค ระบุว่า ขณะนี้มีวาระรอการพิจารณาของ กสทช. จำนวน 148 วาระ ซึ่งมีทั้งเรื่องผลกระทบจากการควบรวมกิจการ เรื่องทีวีดิจิทัล และเรื่องร้องเรียนอื่น ๆ หากการประชุมไม่เกิดขึ้น วาระเหล่านี้ก็ไม่สามารถขยับต่อได้
รศ.รุจน์เห็นว่า การหาทางให้การประชุมเกิดขึ้นเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยนอกจากสำนักงาน กสทช. ที่ต้องจัดให้มีกระบวนการประชุมแล้ว กรรมการทั้ง 6 คนที่ยังปฏิบัติหน้าที่ได้ควรร่วมกันหาทางออก เพื่อไม่ให้ข้อขัดแย้งเรื่องสถานะของประธานกลายเป็นเหตุให้การทำงานของทั้งองค์กรหยุดลง
อนาคตทีวีดิจิทัล ไม่ใช่แค่เรื่องผู้ประกอบการ
นายเดียว วรตั้งตระกูล เลขานุการสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ความไม่ชัดเจนเรื่องอนาคตทีวีดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้ประกอบการ แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับสิทธิของผู้ชมในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพราะการรับชมผ่าน OTT ยังต้องอาศัยทั้งอุปกรณ์ อินเทอร์เน็ต และมีค่าใช้จ่าย ซึ่งแตกต่างจากการเข้าถึงฟรีทีวี
นายเดียวระบุว่า ภาคอุตสาหกรรมกำลังรอความชัดเจนว่า ทีวีดิจิทัลจะเดินต่ออย่างไรเมื่อเข้าใกล้เดือนเมษายน 2572 และเริ่มเห็นสัญญาณว่าผู้ประกอบการบางส่วนลดการลงทุน ทั้งการผลิตละคร รายการ
วาไรตี้ รวมถึงการผลิตข่าว โดยมองว่าหากความไม่แน่นอนยืดเยื้อ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่ที่ตัวสถานีโทรทัศน์ แต่จะไปถึงคุณภาพและความหลากหลายของข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนได้รับ
“ทีวีไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ประกอบการ แต่เป็นเรื่องของผู้บริโภคและผู้ชมที่ควรเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างทั่วถึง วันนี้เราต้องการความชัดเจนว่าอนาคตของทีวีดิจิทัลจะเดินไปทางไหน เพราะบ้านเมืองไม่สามารถเสียเวลาไปกับการรอได้อีก” นายเดียวกล่าว
กระทบความเชื่อมั่น-เศรษฐกิจดิจิทัล
นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องมีผู้เข้ามาช่วย “ปลดล็อก” เพราะผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกิจการโทรทัศน์หรือโทรคมนาคม แต่เกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศด้วย
นางสาวสุภิญญาเห็นว่า สำนักงาน กสทช. ควรทำหน้าที่สนับสนุนให้กรรมการที่เหลือสามารถเดินหน้าประชุมและพิจารณาวาระที่ค้างอยู่ ขณะเดียวกันหากกลไกภายใน กสทช. ยังไม่สามารถหาทางออกได้ ฝ่ายบริหารก็ควรมีบทบาทช่วยประสานหรือหาทางคลี่คลายสถานการณ์ โดยไม่ก้าวล่วงความเป็นอิสระในการตัดสินใจขององค์กรกำกับดูแล
“เราไม่สามารถปล่อยให้ทุกคนไปทำงานตามปกติ แต่สุดท้ายไม่มีการประชุมและไม่มีการตัดสินใจเกิดขึ้นได้ มันต้องมีจุดสิ้นสุด เพราะถ้า กสทช. เดินหน้าไม่ได้ ไม่ใช่แค่กิจการโทรทัศน์หรือโทรคมนาคมที่ได้รับผลกระทบ แต่รวมถึงความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศด้วย” นางสาวสุภิญญา กล่าว
สำหรับภาพรวมการหารือในครั้งนี้ มุ่งเน้น 2 ประเด็นสำคัญ คือ กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม โดยสภาผู้บริโภคเสนอให้ กสทช. เร่งจัดทำโรดแมปทีวีดิจิทัลก่อนใบอนุญาตสิ้นสุดในปี 2572 พร้อมวางกรอบกำกับดูแลแพลตฟอร์ม OTT และมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค ขณะที่ด้านโทรคมนาคมเสนอให้ติดตามผลกระทบหลังการควบรวม ทั้งด้าน ราคา คุณภาพบริการ ความโปร่งใสของแพ็กเกจ และระบบแจ้งเตือนการใช้งานเพื่อให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบและเลือกบริการได้อย่างเป็นธรรม
ขณะที่ กสทช. มีท่าทีสนับสนุนให้การทำงานเดินหน้าต่อเนื่อง ภายใต้กรอบกฎหมายและหลักนิติธรรม โดยเห็นว่าการประชุมและการตัดสินใจในประเด็นสำคัญไม่ควรหยุดชะงัก พร้อมเน้นให้สำนักงาน กสทช. สนับสนุนการทำงานอย่างเป็นกลาง เพื่อให้วาระที่มีผลกระทบต่อ ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และประชาชน สามารถเดินหน้าพิจารณาได้อย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคยืนยันว่า หากการประชุมอย่างเป็นทางการของ กสทช. ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ จะยังเดินหน้าประสานกรรมการทั้ง 6 คนเพื่อเปิดวงหารือในประเด็นที่กระทบผู้บริโภคต่อไป โดยเฉพาะการติดตามมาตรการหลังควบรวมกิจการโทรคมนาคมและการหาทางออกเรื่องอนาคตทีวีดิจิทัล เพื่อไม่ให้ปัญหาที่รอการตัดสินใจถูกทิ้งไว้อย่างไม่มีกำหนด