ทิ้งเงินเดือนธนาคาร มาเป็นพ่อค้าขายคุกกี้โฮมเมดราคาชิ้นละ 140-180 บาท สร้างยอดขายพีกสุด 70 ชิ้นต่อวัน - เส้นทางเศรษฐี
ท่ามกลางเสียงผัดกระทะและกลิ่นอาหารอันคุ้นเคยในศูนย์อาหาร Golden Mile Food Centre เสียงและกลิ่นหอมของขนมอบสดใหม่จากร้าน Ate Cookies กำลังดึงดูดความสนใจของผู้คนที่ผ่านไปมา เน้นขายคุกกี้ชิ้นโตสไตล์ New York Levain ที่เนื้อแน่นและหนุ่ม
เบื้องหลังร้านนี้คือ Donovan Wong (โดโนแวน หว่อง) วัย 33 ปี อดีตผู้จัดการฝ่ายดูแลลูกค้าธนาคาร ที่ผันตัวมาทำธุรกิจ F&B เต็มตัว สร้างยอดขายประมาณ 60-70 ชิ้นต่อวัน

จากโลกการเงินสู่สายงานอาหาร
โดโนแวน จบการศึกษาด้านการเงินและการธนาคารจาก University of London และทำงานธนาคารอยู่กว่า 2 ปี
แม้ว่าเขาจะชื่นชอบงานด้านการเงิน แต่กลับรู้สึกว่าการไต่เต้าในองค์กรและมิตรภาพในออฟฟิศเป็นเรื่องท้าทาย
อย่างช่วงที่พักงานบริษัท เขาได้ไปทำงานพาร์ตไทม์ในครัวของร้านเบอร์เกอร์ Five Guys นานถึงหนึ่งปี จนได้พบกับ เชฟ Joe Cheong และร่วมกันเปิดร้านอาหารไต้หวันชื่อ Wen Li Taiwanese Food ที่ Golden Mile ในปี 2021 ซึ่งปัจจุบันเขายังคงดูแลงานบริหาร การเงิน และการตลาดของร้านนั้นอยู่

การเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวคนเดียว
เส้นทาง F&B ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดโนแวนยอมรับว่าเขาเร่งขยายสาขาแรกเร็วเกินไปจนล้มเหลว บวกกับสู้ราคาค่าเช่าที่ไม่ไหว
บทเรียนเหล่านั้นทำให้เขาระมัดระวังมากขึ้น
ในการเปิดร้าน Ate Cookies เขาใช้เวลาหาล็อกเช่า ในราคาที่รับได้นานกว่าหนึ่งปี และทุ่มเงินลงทุนไปราว 40,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1 ล้านบาท)
Ate Cookies เป็นธุรกิจที่เขาทำคนเดียวเกือบ 100% ตั้งแต่คิดสูตร อบ ไปจนถึงขาย โดยมีพ่อแม่มาช่วยงานธุรการเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น
แม้รายได้ในปัจจุบันจะยังไม่สูงเท่าสมัยทำงานธนาคาร และต้องแลกมาด้วยการทำงานหนัก แต่เขาก็ไม่เคยเสียใจที่ตัดสินใจเปลี่ยนสายงาน

คุกกี้ชิ้นละ 7 ดอลลาร์สิงคโปร์ กับความตั้งใจระดับพรีเมียม
แรงบันดาลใจของ Ate Cookies เริ่มต้นง่ายๆ จากตอนที่เขานั่งทานคุกกี้ Subway แล้วคิดว่า “ถ้าคุกกี้ชิ้นหนาและอร่อยกว่านี้ก็คงดี”
เขาจึงศึกษาคุกกี้ทรงหนาจากแบรนด์ Levain Bakery ในนิวยอร์กผ่านวิดีโอและรูปภาพ แล้วนำมาปรับสูตรให้เข้ากับลิ้นคนท้องถิ่น โดยตั้งใจให้คุกกี้รู้สึกเหมือนโฮมเมดมากกว่าของทำขายเชิงพาณิชย์
โดยราคาคุกกี้อยู่ที่ 5.50-7.00 SGD (ราว 140-180 บาท) ซึ่งหลายคนมองว่าแพงพอๆ กับข้าวหนึ่งจาน
แต่โดโนแวนอธิบายว่า คุกกี้ของเขามีน้ำหนักถึง 180-200 กรัม ซึ่งใหญ่กว่าทั่วไปที่หนัก 120-150 กรัม และใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง เช่น ช็อกโกแลตแท้ Couverture (คูเวอร์เจอร์) เป็นช็อกโกแลตคุณภาพสูง, ถั่วพรีเมียม และผงมัทฉะ ทำให้คุกกี้หนึ่งชิ้นจึงใหญ่พอที่จะแบ่งกันทานได้สองคน
เมนูไฮไลต์ของร้าน Ate Cookies
- Chocolate Lava Cookie คุกกี้ช็อกโกแลตเข้มข้น ลาวาเยิ้มๆ ตรงกลาง
- Walnut Chocolate Chip Cookie อัดแน่นด้วยวอลนัทและดาร์กช็อกโกแลต
- Matcha Macadamia White Chocolate Cookie รสมัทฉะหอมหวานลงตัว
- Oatmeal Raisin Cookie คุกกี้ข้าวโอ๊ตลูกเกดทรงเครื่อง
โดยคุกกี้ของร้าน Ate Cookies ขายประมาณ 60-70 ชิ้นต่อวัน ซึ่งเขาคาดหวังว่าในอนาคต หาก Ate Cookies ได้รับกระแสตอบรับที่ดีพอ เขาจะสามารถเติบโตจนเปิดเป็นร้านเบเกอรี่เล็กๆ ของตัวเองได้สำเร็จ
พิกัด : Golden Mile Food Centre, 505 Beach Rd, S199583 (สิงคโปร์)
เวลาเปิด-ปิด : วันอังคาร – วันอาทิตย์ เวลา 11:00 – 14:00 น. (ปิดวันจันทร์)
ที่มา
Tags
Related Posts
ท่ามกลางเสียงผัดกระทะและกลิ่นอาหารอันคุ้นเคยในศูนย์อาหาร Golden Mile Food Centre เสียงและกลิ่นหอมของขนมอบสดใหม่จากร้าน Ate Cookies กำลังดึงดูดความสนใจของผู้คนที่ผ่านไปมา เน้นขายคุกกี้ชิ้นโตสไตล์ New York Levain ที่เนื้อแน่นและหนุ่ม เบื้องหลังร้านนี้คือ Donovan Wong (โดโนแวน หว่อง) วัย 33 ปี อดีตผู้จัดการฝ่ายดูแลลูกค้าธนาคาร ที่ผันตัวมาทำธุรกิจ F&B เต็มตัว สร้างยอดขายประมาณ 60-70 ชิ้นต่อวัน จากโลกการเงินสู่สายงานอาหาร โดโนแวน จบการศึกษาด้านการเงินและการธนาคารจาก University of London และทำงานธนาคารอยู่กว่า 2 ปี แม้ว่าเขาจะชื่นชอบงานด้านการเงิน แต่กลับรู้สึกว่าการไต่เต้าในองค์กรและมิตรภาพในออฟฟิศเป็นเรื่องท้าทาย อย่างช่วงที่พักงานบริษัท เขาได้ไปทำงานพาร์ตไทม์ในครัวของร้านเบอร์เกอร์ Five Guys นานถึงหนึ่งปี จนได้พบกับ เชฟ Joe Cheong และร่วมกันเปิดร้านอาหารไต้หวันชื่อ Wen Li Taiwanese Food ที่ Golden Mile ในปี 2021 ซึ่งปัจจุบันเขายังคงดูแลงานบริหาร การเงิน และการตลาดของร้านนั้นอยู่ การเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวคนเดียว เส้นทาง F&B ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดโนแวนยอมรับว่าเขาเร่งขยายสาขาแรกเร็
22 สิงหาคม 2569
เมื่อ “กลิ่นหอม” ไม่ได้มีไว้เพียงสร้างความหอมอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค ตลาดน้ำหอมไทยจึงกำลังเติบโตอย่างน่าจับตา ด้วยมูลค่าราว 12,900 ล้านบาท และแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5.86% ต่อปี สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากน้ำหอมในฐานะสินค้าลักชัวรีที่เน้นความหรูหรา สู่การเป็น Identity-driven Product หรือผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงกับตัวตน อารมณ์ และไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากขึ้น Antidotes (แอนติโดทส์) คือหนึ่งในแบรนด์น้ำหอมไทยพรีเมียมยุคใหม่ที่สะท้อนโอกาสดังกล่าวได้อย่างชัดเจน จากแบรนด์เครื่องหอมที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว สู่การพัฒนาเป็นแบรนด์พรีเมียมไลฟ์สไตล์ที่สร้างคุณค่าผ่านดีไซน์ที่แตกต่าง อัตลักษณ์ที่ชัดเจน การเล่าเรื่องที่เชื่อมโยง และประสบการณ์กับแบรนด์ที่มากกว่าตัวสินค้า จนสามารถสร้างยอดขายรวมทะลุหลักร้อยล้านบาท เมื่อกลิ่นหอมกลายเป็นเรื่องราว มากกว่าสินค้า Antidotes ก่อตั้งขึ้นในปี 2564 ที่สิงคโปร์ โดย คุณมิกค์-วุฒินันท์ ปฐมภควันต์ และ คุณฝน-กัญญารัตน์ อาจชน ผู้มีประสบการณ์จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในสิงคโปร์ ก่อนมาร่วมกับ คุณนู่-ทรัพย์กุลธร อุทัย
21 สิงหาคม 2569
เรียกได้ว่าตอนนี้ไม่ว่าจะเลื่อนฟีดไปทางไหนก็จะเจอกับความฟรุ้งฟริ้งเต็มไปหมด กระแสนี้เกิดจากการที่ชาวเน็ตนำสติกเกอร์เพชรไปติดในทุกๆ ที่ ทำให้สิ่งของหลายชิ้นเต็มไปด้วยความประกายวับวาวน่ารัก เทรนด์นี้เรียกว่า Bedazzled Trend หรือการติดคริสตัลและเพชรเทียม ไม่ว่าจะเป็น Rhinestones, Crystals, Gems เป็นต้น ซึ่งเทรนด์นี้ไม่ได้เพิ่งมาเป็นกระแส แต่เคยฮิตมากในช่วงยุค Y2K ซึ่งรอบนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในแฟชั่นเฉพาะกลุ่ม แต่แทรกซึมไปในทุกอณูของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่เค้กวันเกิด อุปกรณ์ออกกำลังกาย ปลั๊กไฟ แก้วกาแฟ ไปจนถึงคริสตัลติดฟัน และมาส์กหน้า ผู้จุดกระแสเทรนด์นี้คือ Kylie Jenner เซเลบและแฟชั่นไอคอนชื่อดัง โดยเธอได้จัดงานฉลองวันเกิดอายุ 29 ปี ในธีม Princess Kitty ที่เต็มไปด้วยของประดับคริสตัลระยิบระยับ และมีไฮไลต์เป็น “เค้กวันเกิด” ที่ติดสติกเกอร์เพชรสุดอลังการทั้งก้อน จนทำให้ชาวเน็ตและ Gen Z ทั่วโลกพากันนำ “Jewel Stickers” หรือสติกเกอร์เพชรพลอยมาติดข้าวของรอบตัวตาม จากมินิมอล สู่ความสนุกที่ใครๆ ก็เข้าถึงได้ หลังจากที่โลกหลงรักความเรียบหรูและโทนสีมินิมอลมานานหลายปี ผู้คนเริ่มโหยหาความสนุกสนาน การสร
21 สิงหาคม 2569
คุณยอมรอข้อความนานถึง 22 ชั่วโมงไหม? ในยุคที่ทุกคนคุ้นชินกับการสื่อสารแบบเรียลไทม์ Noah Iarrobino นักพัฒนาแอปพลิเคชันได้เปิดตัว Carrier Pidge แอปแชตบนระบบ iOS ที่สร้างขึ้นมาเพื่อชะลอบทสนทนาให้ช้าลงโดยเฉพาะ ด้วยการส่งข้อความผ่านนกพิราบสื่อสารเสมือนจริง ตอบโจทย์คนที่อยากปลดล็อกตัวเองจากความเร่งรีบ และคนที่เริ่มอึดอัดกับเสียงแจ้งเตือนจาก LINE หรือ Messenger ที่คอยกระตุ้นให้เราต้องรีบตอบกลับตลอดเวลา กลไกการทำงานของนกพิราบดิจิทัล ระบบจะคำนวณระยะเวลาส่งข้อความจากระยะทาง GPS จริงระหว่างผู้ส่งและผู้รับ โดยจำลองให้นกพิราบบินด้วยความเร็วประมาณ 110 ไมล์ต่อชั่วโมง (บวกหรือลบไม่เกิน 25%) โดย ข้อความใกล้บ้าน อาจใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาที แต่ถ้าหากเป็น ข้อความข้ามประเทศ อาจจะต้องรอนานหลายชั่วโมง ความบันเทิงที่แฝงความตื่นเต้นคือ ผู้ใช้สามารถติดตามการเดินทางของนกพิราบได้แบบเรียลไทม์บนแผนที่ แต่ก็ต้องลุ้นด้วยเพราะทุกการเดินทางมี ความเสี่ยง 0.2% ที่นกพิราบจะหายสาบสูญ ซึ่งจะทำให้ข้อความนั้นสูญหายไปตลอดกาล ฟีเจอร์ภายในแอป เทรนด์ Slow Social เมื่อความเชื่องช้ากลายเป็นเสน่ห์ใหม่ นักพัฒนาระบุว่าแอปนี้ใช้เวลาสร
21 สิงหาคม 2569
รู้จัก Fauxductivity แกล้งทำงานหนัก พฤติกรรมที่เป็นแบบไม่รู้ตัว เพราะอยากให้คนอื่นมองว่าขยัน เมื่อการทำตัว “ยุ่ง” ไม่ได้แปลว่าทำงานมีประสิทธิภาพ ทุกคนคงเคยเจอกับเหตุการณ์เหล่านี้ ที่เพื่อนร่วมงานดูยุ่งตลอดเวลา นั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำงานไม่หยุด ยกโทรศัพท์เดินคุยด้วยสีหน้าตึงเครียด หรือแม้กระทั่งขยับเมาส์อยู่ตลอดเวลาราวกับไม่มีเวลาว่าง แต่เมื่อดูผลงานจริงๆ แล้วกลับพบว่า ไม่ได้มีอะไรคืบหน้า พฤติกรรมนี้เรียกว่า “Fauxductivity” หรือการแสร้งทำงานให้ดูหนักหน่วง แต่แท้จริงแล้วไม่มีประสิทธิภาพ Fauxductivity คืออะไร? Fauxductivity (โฟ-ดัค-ติ-วิ-ตี้) มาจากคำว่า Faux (มาจากคำว่า Fake ที่แปลว่า ปลอม) + Productivity (ประสิทธิภาพ) หมายถึง การแสร้งทำเป็นว่ากำลังทำงานหนัก แต่ไม่ได้สร้างผลลัพธ์ที่ดี หลายคนอาจไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้ แต่ด้วยวัฒนธรรมองค์กรความกดดันจากหัวหน้า หรือแม้แต่ความต้องการที่อยากให้คนอื่นมองว่าตัวเองขยัน ทำให้พฤติกรรม Fauxductivity นี้แพร่ระบาดโดยไม่รู้ตัว สาเหตุหลักของพฤติกรรมนี้ เกิดจากหลายปัจจัย อาทิ สภาพแวดล้อมการทำงานที่เป็นพิษ (Toxic workplace) : อาจเกิดจากระบบงานที่มีปัญห
20 สิงหาคม 2569
Gen Z จำนวนมากกำลังตัดสินใจละทิ้งสมาร์ทโฟนและหันกลับไปใช้โทรศัพท์มือถือแบบพื้นฐาน หรือที่เรียกว่า “Dumbphone” หรือ “Feature Phone” ซึ่งจำกัดฟังก์ชันการใช้งานไว้เพียงการโทร.ออกและรับสาย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงความพยายามของคนรุ่นใหม่ในการฟื้นคืนสมาธิและความสงบทางจิตใจ แม้จะต้องแลกกับการสูญเสียความสะดวกสบายที่อุปกรณ์สมัยใหม่มอบให้ก็ตาม โทรศัพท์ต้องตัดแอปโซเชียลมีเดีย มีโทรศัพท์ฝาพับจาก Dumb.co สตาร์ทอัพที่จำหน่ายอุปกรณ์ซึ่งติดตั้งเครื่องมือใช้งานได้จริง เช่น แอปเรียกรถ Uber แผนที่ และ Spotify แต่ตัดแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียออกไปทั้งหมด ทางบริษัทรายงานว่ามีผู้ใช้งานมากกว่า 5,000 ราย โดยกลุ่มลูกค้าทั่วไปเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 24 ปี นอกจากนี้ยังมีบริษัทอื่นที่นำเสนออุปกรณ์ลักษณะคล้ายกัน อาทิ The Light Phone ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Brick เลือกใช้แนวทางที่แตกต่างออกไป ด้วยการจำหน่ายอุปกรณ์เสริมฮาร์ดแวร์ที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนเพื่อบล็อกแอปและเว็บไซต์โซเชียลมีเดีย แทนที่จะเปลี่ยนโทรศัพท์ทั้งเครื่อง ตัวเลขปัญหาติดโซเชียล ข้อมูลจากศูนย์วิจัย Pew Research Center ระบุว่า เกือบครึ่งหนึ่งของชาวอเมริ
20 สิงหาคม 2569