เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (14) กระจกกระจ่างน้ำนิ่ง
คั่นรายการโดย Lordofwar Nick
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (14) กระจกกระจ่างน้ำนิ่ง
บทความโดย : Lordofwar Nick www.marumura.com
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน วันนี้จะมาขอต่อเลยนะครับ
วิปัสสนาญาณ หยั่งรากฐานลงบนความบริสุทธิ์สะอาดของจิตใจ ความบริสุทธิ์สะอาดของจิตใจนั้นย่อมมีเป็นขั้นๆ ตามลำดับกัน ความบริสุทธิ์ขั้นต้นคือศีล ความบริสุทธิ์ขั้นที่ ๒ คือสมาธิ ความบริสุทธิ์ขั้นที่ ๓ คือปัญญาหรือญาณทัสสนะ ซึ่งค่อยสุขุมประณีตไปโดยลำดับ (ย่อ).
การที่ว่าวิปัสสนาญาณหยั่งรากฐานลงบนความบริสุทธิ์นั้น อาศัยหลักเหตุผลในทางอุปมานี้ว่า น้ำใสบริสุทธิ์สงบนิ่งย่อมส่องดูเงาหน้าชัดเจนฉันใด จิตใจบริสุทธิ์ใสสะอาดและสงบนิ่งก็ย่อมส่องเห็นเหตุผลและความจริงได้ถูกต้องตามความเป็นจริง
ในภาษาญี่ปุ่น มีคำประสบสี่อักษร (โยะจิจุคุโงะ 四字熟語) คำหนึ่งว่า “กระจกกระจ่างน้ำนิ่ง” (เมย์เคียวชิซุย 明鏡止水) หมายถึง ใจที่สงบใส ไม่มีจิตคิดไปในทางชั่ว น้ำนิ่งใสย่อมส่องหน้าได้เหมือนกระจกที่ใส่กระจ่างดีไม่มีฝ้า ฉันใดก็ฉันนั้น
ที่จริงแล้วใน “ทิพยอำนาจ” ได้กล่าวถึงความบริสุทธิ์แตกย่อยไปเป็น ๗ อย่างตามลำดับดังนี้
๑. สีลวิสุทธิ (ศีลบริสุทธิ์)
๒. จิตตวิสุทธิ (จิตบริสุทธิ์ คือจิตเป็นสมาธิ)
๓. ทิฏฐิวิสุทธิ (ความเห็นอันบริสุทธิ์ คือ มีความรู้เห็นเหตุผลว่า สิ่งทั้งหลายเป็นไปตาม “เหตุปัจจัย” ไม่ใช่เป็นไปตาม “ใจปรารถนาของใคร” ตั้งแต่ข้อที่ ๓ นี้ไปจะเป็นทางเข้าสู่ขั้นของญาณทัสสนะอันบริสุทธิ์)
๔. กังขาวิตรณวิสุทธิ (ปัญญาบริสุทธิ์สามารถข้ามความ “กังขา” ได้ เห็นว่า เมื่อ “เหตุปัจจัย” ของสิ่งหนึ่งๆ ยังสืบต่อ ตัวสิ่งนั้นๆ ก็จะยังสืบต่อต่อไป พูดอีกอย่างคือ เมื่อเหตุปัจจัยหมดไป ตัวสิ่งนั้นๆ ก็จะหมดไปด้วย)
๕. มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ (ญาณบริสุทธิ์ มองเห็น “ทางเดินที่ถูกต้อง” ของใจ เห็นสิ่งต่างๆ ละเอียดเฉียบคม กระจ่างแจ้งในทุกทิศทาง)
๖. ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ (ญาณบริสุทธิ์ มองเห็น “ทางเดินที่ถูกต้อง” ของใจ แล้วดำเนินจิตใจไปทางนั้นอย่างถูกต้องด้วย)
๗. ญาณทัสสนวิสุทธิ (ญาณทัสสนะบริสุทธิ์ มองเห็นสัจธรรมอย่างแจ่มแจ้งจนทำลายกิเลสได้อย่างเด็ดขาด สำเร็จขั้นนี้ได้ถือว่าจบกิจ อย่างที่มูซาชิกล่าวในคัมภีร์ห้าห่วงว่า “ไม่มีวิถีใดให้ต้องเข้าไปเยือนอีก”)
วิปัสสนาญาณนั้น มีลักษณะอยู่ ๙ อย่าง คือ
๑. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ปรีชาญาณเล็งเห็นนามรูปมีลักษณะเกิดขึ้นเสื่อมไปเสมอๆ เหมือนฟองน้ำและพยับแดด (ย่อ)
๒. ภังคานุปัสสนาญาณ ปรีชาญาณเล็งเห็นนามรูปที่มีลักษณะเคลื่อนไปสลายไป เหมือนกระแสน้ำไหลต่อกันไปเรื่อยๆ (ย่อ)
๓. ภยตุปัฏฐานญาณ ปรีชาญาณเล็งเห็นนามรูปเป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัว ปรากฏประหนึ่งเสือหรือราชสีห์ เพราะเป็นสิ่งมีภัย ประกอบไปด้วยภัยนานาชนิด (ย่อ)
๔. อาทีนวานุปัสสนาญาณ ปรีชาญาณเล็งเห็นนามรูปเต็มไปด้วยโทษที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด เป็นที่ประชุมของโรคาพาธนานาชนิด เป็นที่ก่อให้เกิดความคับใจแค้นในนานาประการ น่าระอิดระอาใจ (ย่อ)
๕. นิพพิทานุปัสสนาญาณ ปรีชาเล็งเห็นนามรูปเป็นสิ่งน่าเบื่อหน่ายยิ่งขึ้น จนถึงถอนกามราคะออกจากนามรูปได้ (ย่อ)
๖. มุญจิตุกัมยตาญาณ ปรีชาญาณเล็งเห็นเหตุผลว่า เมื่อไม่มีนามรูป ภัยอันตรายสิ่งน่าเบื่อหน่ายทั้งหลายย่อมไม่มี (ย่อ)
๗. ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ปรีชาญาณเล็งเห็นเหตุผลเป็นเครื่องปลดปล่อยตนจากนามรูป คือเห็นเหตุปัจจัยปรุงแต่งนามรูปแจ่มแจ้งตามความเป็นจริง เมื่อเหตุปัจจัยของนามรูปยังมีอยู่ จะปรารถนาให้นามรูปดับไปย่อมเป็นอฐานะ เมื่อใดกำจัดเหตุปัจจัยของนามรูปได้แล้วเมื่อนั้นนามรูปย่อมดับไป (ย่อ)
๘. สังขารุเปกขาญาณ ปรีชาญาณเล็งเห็นเหตุผลว่า นามรูปเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันและมีธรรมดาที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป เป็นสิ่งบีบคั้นและไม่อยู่ในความหวังของใคร จะไปฝ่าฝืนธรรมดาของมันย่อมไม่ควร แล้ววางใจเป็นกลางในนามรูป ไม่ดีใจไม่เสียใจ ในความเปลี่ยนแปลงแปรไปของสังขาร มีญาณรู้เท่าทันเสมอไป.
๙. สัจจานุโลมิกญาณ ปรีชาญาณเล็งเห็นอริยสัจธรรม ๔ ประการ แจ้งชัดตามกำลังของญาณทัสสนะนั้นๆ แล้วกำจัดกิเลสให้ขาดไปตามกำลังของอริยมรรคญาณ ที่เกิดขึ้นถึง ๔ ขั้นตามลำดับกัน ขั้นสุดท้ายสามารถทำลายอาสวะให้ขาดเด็ดไปจากขันธสันดานสิ้นเชิง ผู้บรรลุถึงขั้นสูงสุดนี้เป็นพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา บรรลุถึงยอดของพระพุทธปรีชาคืออาสวักขยญาณ.
ผมขอคั่นรายการนิด
บางที คนเราก็ไปโฟกัสว่า นามรูปนั้น จะต้องเป็นเรื่องของขันธ์ ๕ หรืออะไรที่เกี่ยวโยงกับร่างกายคนเพียงถ่ายเดียว จริงๆ แล้ว ผมไม่เห็นด้วย ผมมองว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในโลก จะจับต้องได้ (รูปธรรม) ก็ดี หรือจับต้องไม่ได้ (นามธรรม) ก็ดี ล้วนเข้าข่ายหมด แนวคิดปรัชญา อุดมการณ์ทางการเมือง ความนิยมชมชอบ สินค้ายอดฮิต อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในโลกที่อยู่ในขอบเขตความรับรู้ของเรา ไม่ว่าจะโลกจริงดิ้นได้สามมิติ หรือโลกโซเชียล หรือโลกเสมือนที่คอมพิวเตอร์สร้างขึ้น ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากเหตุปัจจัย มีใครสักคนไปสร้าง หรือมันอาจเป็นผลกระทบจากเหตุการณ์ที่แล้วมามันทับถม สั่งสม เอเวอรี่ติงจิงกาเบล ทุกอย่าง ล้วนมีลักษณะเช่นนี้หมด เกิดมาแล้วหายไป ตายแล้วก็เกิดขึ้นมาใหม่ ไร้แก่นสาร น่าเบื่อสิ้นดี ความวุ่นวายทั้งหลายในโลก เกิดขึ้นเพราะมีแต่คนทำอะไรอยากจะให้อะไรๆ มันเป็นไปตาม “ใจตัว” ลัทธิอุดมการณ์ที่แพร่ในสังคมทุกวันนี้ มันก็ยิ่งไปเสริมไอ้สิ่งพวกนี้ แทนที่จะเตือนสติว่าไม่มีอะไรตามใจตัวไปหมดหรอก กลับยิ่งส่งเสริมไปในทางมัวเมากันจนจะชิบหายหมดอยู่แล้ว ภัยธรรมชาติ ภัยสังคม มันถึงได้มีกันมากๆ
นั่นแหละครับ
เราอาจจะแบบไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้มาก แต่เรายกระดับปัญญาเราได้ครับ เพื่อจะประคองตัวหาทางรอดได้
ก่อนจากกันวันนี้ ผมอยากเอานิทานเซนเรื่องนี้มาเล่าจัง
วัดพุทธเซนวัดใหญ่วัดนั้น ทุกตีสี่จะตีระฆัง…ทั้งพระ ทั้งชาวบ้านก็ตื่นขมีขมันเดินมา ไปพร้อมกันที่ศาลา ทำวัตรสวดมนต์เป็นที่พร้อมเพรียง ทั้งพระและชาวบ้านปฏิบัติกันอย่างนี้ทุกวัน
แต่ก็มีพระรูปหนึ่งผิดปกติ ตื่นก่อนตีสี่จุดไฟเดินส่องทางปูหิน เจอหอยทากที่คลานอยู่ ท่านก็จับมันเอาไปปล่อยเสียให้ห่าง เพื่อไม่ให้ใครเดินเหยียบมันตาย
พระรูปนี้ทำอยู่อย่างนี้ จนวันหนึ่งพระอีกรูปก็สังเกตเห็น สงสัยก็ถาม “ท่านทำไปทำไม”
“ผมมีชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อประกอบความดี สร้างบารมี” พระรูปนั้นตอบ
พระอีกรูปเห็นเป็นอีกอย่าง “ท่านทำอย่างนี้เป็นการก่อกรรมทำเข็ญ เพราะหอยทากที่ท่านช่วยไว้จะแพร่พันธุ์กระจายไปทำลายพืชผลในสวนรอบๆวัด ท่านหลับตาจำศีลภาวนาอยู่แต่ในวัด ไม่เคยได้ยินบ้างเลยหรือ หอยทากในละแวกวัด ทางการเขาสั่งกำจัดจนหมดแล้ว จะเหลือก็แต่หอยทากในวัดที่ท่านเดินช่วยชีวิตมันทุกวันๆนี่แหละ”
ความเห็นต่างนี้เป็นเหตุผลทางโลก…พระรูปที่สามใช้เหตุผลทางธรรมมองต่างมุม
“ผมเชื่อว่าท่านที่เดินจับหอยทากไปปล่อย กำลังบำเพ็ญหน้าที่โพธิสัตว์ ไม่แค่ปลดปล่อยสัตว์แปดหมื่นสี่พันพ้นจากภัยพิบัติ ยังช่วยทั้งพระทั้งชาวบ้านที่เดินมามืดๆ บำเพ็ญความบริสุทธิ์ไม่พลาดพลั้งต้องทำชีวิตหอยทากให้ตกล่วง”
พระทั้งสามรูปหาข้อยุติไม่ได้ ต้องชักชวนกันไปหาหลวงพ่อโตกุซัน
หลวงพ่อให้พระสามรูปบอกเหตุผลของตัวเอง พระรูปที่เดินเก็บหอยทากพูดจบ ท่านก็อุทาน แสดงความชอบใจ “ถูก ถูก ถูกแล้ว”
พระรูปสองที่มองเหตุผลทางโลก ไม่อยากเห็นหอยทากเพาะพันธุ์แพร่พันธุ์ในวัด ไปทำลายพืชผลในเรือกสวนชาวบ้าน อธิบายจบ
หลวงพ่อโตกุซันนิ่งฟังด้วยความสนใจ ก็หลุดปาก “ถูก ถูก ถูกแล้ว”
เหตุผลของพระรูปที่สามที่มองทางธรรม พระเก็บหอยทากพ้นเท้าคนเหยียบ ช่วยทั้งพระทั้งชาวบ้าน ไม่ให้พลั้งพลาดทำลายชีวิตสัตว์ ช่วยการรักษาศีลให้บริสุทธิ์
หลวงพ่อโตกุซันท่านนิ่งฟังจนจบแล้วก็อุทานเสียงดังๆ เหมือนเดิม ถูก ถูก ถูกแล้ว
ถึงเวลานั้น สามเณรน้อยที่นั่งพัดวีอยู่หลังหลวงพ่อโตกุซัน ทนฟังสงสัยอยู่นานก็ทนไม่ไหว
“หลวงพ่อได้แต่ร้องว่า ถูก ถูก ถูกแล้ว มันจะมีถูกกันไปทุกฝ่ายได้อย่างไร ถ้ามีถูกอันใด อันอื่นก็ต้องผิดซีครับหลวงพ่อ” ประโยคท้าย สามเณรน้อยเน้นเสียงดัง
หลวงพ่อโตกุซัน ผู้เฒ่า ฟังสามเณรน้อยจบ ท่านก็ยิ้มชอบใจ แล้วบอกคำเดิม “อ๊ะ! นี่เธอก็ถูก ถูก ถูกแล้ว”
ครับ ทุกคน ถูก หมดเลย ถูกของมึงสิไอ้ยัดฟัด 5555 โลกนี้วุ่นวายชิบหาย ก็เพราะการกระทำของคนที่ออกมาทำ “เพื่อความถูกต้อง” (ในทัศนะตัวเอง) กันหมด
ย้ำอีกครั้ง เราต้องตระหนักในข้อเท็จจริงที่ว่า “สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ใช่เป็นไปตามใจ”
พระองค์แรกกับพระองค์ที่สอง ควรปล่อยหอยทากไปตามธรรมชาติ พยายามอย่าไปทำร้ายมันโดยเจตนา แบบโหย ตั้งหน้าตั้งตาไล่ฆ่ามัน แต่ก็ไม่ขนาดถึงกับต้องไปช่วย “อนุรักษ์” หอยทากอะไรขนาดนั้น ที่น่าเป็นห่วงคือพระองค์แรกนี่แหละ น่าสงสัยว่าการทำความดีแบบนี้ ทำเพื่อให้ใจบริสุทธิ์จริงๆ หรือทำไปเพื่อพอกพูนความยึดมั่นถือมั่นว่า อ๊ะ ฉันนี้ ช่างเป็นคนดี๊คนดี กักตุนบารมีไว้เยอะ ถ้าคิดแบบนี้นี่ไม่ต่างจากพวกบริจาคเงินมากๆ ซื้อตั๋วไปสวรรค์เลยนะ
พระองค์ที่สามครับ อย่าไปยึดถือเรื่องพระโพธิสัตว์อะไรนักเลยครับ เพราะยิ่งคิดแบบนี้ มันจะกลายเป็นการทำดีแบบ เพื่อพอกพูนความยึดมั่นถือมั่น ว่าฉันนี้เป็น คนดี๊ คนดี อีก
เณรน้อยครับ วิธีคิดแบบ “แบ่งขั้ว” (dichotomy) นี่โคตรน่ากลัวเลยนะครับ เพราะมันชักนำให้เรา “เห็นผิด” ได้ง่ายมากๆ ถ้าเราคิดได้แค่ว่า ถ้าไม่ถูกก็ผิด เราจะโน้มเอียงไปในทางที่ว่า ถ้าไม่ดีก็เลว ความคิดสุดโต่งแบบนี้แหละ พวกนักการเมืองชอบใช้นักแหละ ฝ่ายซ้าย-ฝ่ายขวา เสรีนิยม-อนุรักษ์นิยม แล้วก็ชักจูง บีบคั้น หลอกล่อ ให้คนตัอง “เลือกข้าง” ทั้งที่จริงๆ แม่งอาจจะเลวพอกันทั้งคู่ก็ได้ แต่คนที่มองไม่เห็นตรงนี้ แล้วคิดเป็นแต่ว่าฝ่ายใดที่เป็นฝ่ายที่ตัวเองไม่เลือก หรือไม่เห็นดีตามที่ตัวเองเห็น ล้วนเป็นศัตรู และเลวหมด ก็คือคนที่คิดแบบเณรน้อยนี่แหละ ถ้าเหตุปัจจัยภายนอกมาประกอบพร้อม เณรอาจจะกลายเป็นได้ตั้งแต่ ยุวชนเรดการ์ด เขมรแดง จนถึงสามกีบด้อมส้มเลยก็ได้นะ 55555
(หมายเหตุ ใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วชี้หน้าด่าผมว่า สลิ่ม ไดโนเสาร์ หรืออะไรก็ตามแต่ ยินดีด้วยนะครับ คุณได้ตกลงไปในหลุมพรางของวิธีคิดแบบแบ่งขั้วเรียบร้อยแล้ว และประตูนรกก็เปิดแล้วด้วย โชคดีนะครับ)
ปัญหาคือ สังคมทุกวันนี้ คนที่ความคิดอ่านแบบเณรน้อยนี่ มีเยอะซะด้วยสิ 5555
ผมเริ่มคิดแล้วว่า ที่หลวงพ่อเล่นพูดว่า ถูก ถูก ถูกแล้ว กันไปหมดนี่ เป็นการแดกดันรึเปล่าครับ? เพราะถ้าถามผม ผมว่า ทั้งสามพระกับอีกหนึ่งเณร “ใช้ไม่ได้” กันหมดเลยครับ
มาถึงตรงนี้ผมก็ได้รู้แล้วว่า เรื่องที่บางที ไม่น่าจะเข้าใจยากนะ แต่ทำไมบางคนไม่เข้าใจ ดังนั้น หนทางแห่งธรรมะ อาจไม่ได้ยากอย่างที่คิดก็ได้ รึเปล่า? ก็น่าคิดนะครับ
ฝาก ACANI-X Ep.2 ด้วยนะงับๆ
มาว่ากันต่อสัปดาห์หน้านะครับ วันนี้ก็ขอลาไปก่อนสวัสดีครับ
บทความโดย : Lordofwar Nick www.marumura.com
เรื่องแนะนำ :
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (11) ดู SPRIGGAN แล้วก็ย้อนกลับไปนึกถึง ต่วย’ตูนพิเศษ!?
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (13) ตื่นหรือหลับบังคับได้
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (12) หูพันลี้ ตาพันลี้
– เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (11) วิชาอ่านใจ
– เมื่อผมสนทนากับ Gemini (10) จาก เอ็ด กีน ถึง “โคโดคุชิ” และ “ป้ามหาภัย”!! ความโดดเดี่ยวที่เปลี่ยนคนให้กลายเป็นปีศาจได้!?
เมื่อผมเดินอยู่ในวิถีนักรบ จนได้มาพบกับ “ทิพยอำนาจ” (14) กระจกกระจ่างน้ำนิ่ง
อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่นผู้ซึ่งเขาให้มาเรียนหนังสือแต่เผลอไปเรียนดาบอิไอด้วย (แถมไอคิโดอีกเล็กน้อย) ณ ปี 2025 เดินมาในวิถีแห่ง BJJ มาได้ครึ่งทางแล้ว (พร้อมกับฟื้นฟูการฝึกดาบอิไอด้วย) และยังตั้งใจศึกษา ธรรมะ ปรัชญาชีวิต ผ่านการฝึกในโรงยิม (และที่บ้าน) เช่นเดิม


