คดีโพลขบวนเสด็จ: ม.112 กับความยุติธรรมที่ล่าช้าจนไปไม่ถึง ‘บุ้ง’
หลังจากที่ บุ้ง-เนติพร เสน่ห์สังคม นักกิจกรรมทางการเมืองเสียชีวิตในเรือนจำระหว่างการประท้วงเรียกร้องสิทธิการประกันตัว ผ่านมาสองปีคำพิพากษาในคดีที่ทำให้เธอต้องเข้าเรือนจำก็ปรากฏ
เนติพรถูกถอนประกันด้วยคดีทำโพลขบวนเสด็จ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในปี 2565 เมื่อเนติพรและเพื่อนนักกิจกรรมทางการเมืองถือป้ายกระดาษสอบถามความเห็นประชาชนทั่วไปที่หน้าห้างสรรพสินค้า โดยให้ติดสติกเกอร์แสดงความเห็นต่อคำถามที่ว่า ‘คุณคิดว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่’ โดยมีช่องให้เลือกติดได้ทั้ง ‘เดือดร้อน’ และ ‘ไม่เดือดร้อน’
นักกิจกรรมแปดคน รวมเนติพร ถูกดำเนินคดีจากการทำกิจกรรมดังกล่าวด้วยข้อหามาตรา 112 และมาตรา 116 รวมถึงข้อหาขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน
ในเดือนกรกฎาคม 2569 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งเจ็ดในข้อหาตามมาตรา 112 และมาตรา 116 จากคดีโพลขบวนเสด็จ ส่วนเนติพรถูกจำหน่ายคดีออกเนื่องจากเสียชีวิต
คำถามที่ตามมาคือ ความยุติธรรมที่ล่าช้านี้จะคืนความเป็นธรรมให้เนติพรได้อย่างไร เมื่อตลอดระยะเวลาที่เธอถูกคุมขังมีการยื่นขอประกันตัวหลายครั้งและถูกปฏิเสธ จนเธออดอาหารประท้วงและเสียชีวิตภายใต้การควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้สะท้อนปัญหาในกระบวนการยุติธรรม ทั้งแนวทางปฏิบัติต่อผู้ต้องหาคดี 112 จากสถาบันตุลาการและราชทัณฑ์ สิทธิในการประกันตัวที่สูญหาย หลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ที่ไม่เป็นจริง จนถึงคำถามต่อหน้าที่การอำนวยความเป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมที่ส่งผลไปถึงความเชื่อมั่นจากประชาชน
หมายเหตุ – เรียบเรียงจากวงเสวนา ‘ยกฟ้องหลังความตาย: ชำแหละรอยแผล 112 ถึงสิทธิประกันตัว’ ในงาน 31 ปี วันคล้ายวันเกิด บุ้ง เนติพร “ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม”?
‘การติชมโดยสุจริต’ และ ‘การใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ’
ในมุมมองของทนายความในคดีโพลขบวนเสด็จ กฤษฎางค์ นุตจรัส เห็นด้วยกับคำพิพากษา เพียงแต่เขาชวนคิดถึงหลักการในกระบวนการยุติธรรมที่ควรเกิดขึ้นระหว่างทาง
“คดีนี้เริ่มตั้งแต่ปี 2565 ใช้เวลาสี่ปีกว่าความยุติธรรมจะมาถึง ระหว่างนั้นมีทั้งคนที่ไม่อยู่แล้ว มีทั้งคนติดคุก มีทั้งคนตาย ผมเห็นพ้องกับคำพิพากษาคดีนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะผู้ถูกกล่าวหาเป็นลูกความผม แต่ผมเห็นว่าควรจะตัดสินแบบนี้
“หลักกฎหมายที่เราเรียนมา ไม่ว่าใครจะทำถูกหรือผิด เมื่อถูกกล่าวหาเราก็ยังต้องปฏิบัติต่อเขาในฐานะผู้บริสุทธิ์ รัฐธรรมนูญไทย ประมวลกฎหมายอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็เขียนไว้ชัดเจนว่า ถ้าคดียังไม่ถึงที่สุด ต้องถือว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์ จะปฏิบัติต่อเขาเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดแล้วไม่ได้”
กฤษฎางค์ยกตัวอย่างกรณีนักโทษการเมืองเดินทางจากเรือนจำมาขึ้นศาลแล้วถูกสวมกุญแจเท้าและโซ่ตรวน เขาบอกว่าเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง เพราะหากทำเพื่อป้องกันผู้ต้องหาหลบหนี เพียงแค่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมมาด้วยก็เพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องใส่ตรวน
ส่วนในคดีโพลขบวนเสด็จ กฤษฎางค์เล่าว่าขณะต่อสู้กันในศาล ฝ่ายโจทก์อ้างว่ามีพยานหลักฐานยืนยันว่า ป้ายที่ทำนั้นหมายความถึงขบวนเสด็จฯ ของพระมหากษัตริย์ แต่จากการสืบพยานของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาได้ความชัดเจนว่า คำว่า ‘ขบวนเสด็จ’ สามารถใช้ได้กับเจ้านาย พระสังฆราช รวมถึงกษัตริย์ต่างประเทศก็ได้ เพราะโพลไม่ได้ระบุพระนามพระมหากษัตริย์ แต่หากพยานหลักฐานบ่งชี้ว่าหมายถึงขบวนเสด็จฯ ของพระมหากษัตริย์แล้วการตั้งคำถามเช่นนี้เป็นความผิดอย่างไร
“คดีอาญาต้องตัดสินจากพยานหลักฐาน เมื่อมันไม่ชัดเจนจะแสดงเจตนาได้อย่างไรว่าเขาต้องการพูดถึงอะไร สมมติว่าพูดถึงจริง เราก็สืบให้ศาลเห็นว่า การจัดการขบวนเสด็จฯ นั้นเป็นการจัดการของตำรวจและข้าราชบริพารที่ปิดถนน ไม่ใช่ความปรารถนาของในหลวง ไม่ว่ารัชกาลที่ 9 หรือรัชกาลที่ 10” กฤษฎางค์ยังกล่าวว่า รัชกาลที่ 9 เคยมีพระราชปรารภให้นายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการในขณะนั้นหาทางแก้ปัญหาจราจรเวลามีขบวนเสด็จฯ นายอาสาจึงทำหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้มีนโยบายและแนวทางปฏิบัติในการจัดการจราจรในการเสด็จฯ ส่วนพระองค์
หากโพลดังกล่าวหมายถึงพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ซึ่งได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 112 แต่การทำโพลคำถามเช่นนี้ก็ไม่ใช่การหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย
“คดีมาตรา 112 เป็นคดีพิเศษ เพราะในคดีที่สังคมจับตาดูหรือมติมหาชนตัดสินไปแล้วว่าควรถูกลงโทษ เมื่อพยานหลักฐานไปไม่ถึง ผู้พิพากษาก็คงต้องใช้ความกล้าหาญพอสมควรที่จะยึดหลักกฎหมายอย่างเดียวโดยไม่ฟังเสียงอื่น”
ที่สุดแล้วศาลตัดสินยกฟ้องในข้อหา 112 และ 116 ทนายยังเล่าอีกว่า “ศาลบอกว่าการแสดงความคิดเห็นนั้นเป็นการติชมโดยสุจริต เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ … สรุปคดีนี้ไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 และมาตรา 116”
คำพิพากษาที่ไปไม่ถึง ‘บุ้ง’
แรกสุดจำเลยคดีโพลขบวนเสด็จมีแปดคน แต่เมื่อเนติพรเสียชีวิตระหว่างการอดอาหารในเรือนจำ จำเลยจึงเหลือเพียงเจ็ดคน
คดีนี้เองที่เป็นเหตุให้เนติพรถูกถอนประกันและต้องเข้าเรือนจำ ระหว่างนั้นมีความพยายามยื่นขอประกันตัวหลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธ เธอจึงเรียกร้องด้วยการอดอาหาร ซึ่งไม่ใช่การเรียกร้องให้ตัวเองเท่านั้น แต่เธอเรียกร้องให้ผู้ต้องขังทางการเมืองทุกคนได้รับการพิจารณาปล่อยตัวชั่วคราว
เนติพรถูกส่งตัวเข้าเรือนจำวันที่ 26 ม.ค. 2567 เธอเริ่มอดอาหารในวันถัดมา ระหว่างนั้นถูกย้ายตัวกลับไปมาระหว่างโรงพยาบาลราชทัณฑ์-สถานพยาบาลของทัณฑสถานหญิงกลาง-โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ โดยมีอาการสำคัญคือค่าโพแทสเซียมต่ำ ที่สุดแล้วเธอจากไปในวันที่ 14 พ.ค. 2567
“บุ้งเสียชีวิตระหว่างการควบคุมตัวของรัฐ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาระบุว่า หากมีการตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงาน ไม่ว่าจะอยู่ที่โรงพัก ในเรือนจำ หรือถูกทหารควบคุมตัวไว้ ก็ต้องมีการไต่สวนการตาย เพื่อหาว่าผู้ตายคือใคร ตายในการควบคุมของเจ้าพนักงานของรัฐจริงหรือไม่ และตายด้วยสาเหตุอะไร เมื่อไต่สวนเสร็จแล้วศาลมีคำสั่ง ให้ส่งสำนวนไปยังพนักงานอัยการ เพื่อส่งให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไปตามที่เห็นสมควร” กฤษฎางค์กล่าว
เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำสั่งไต่สวนการตายและมีคำสั่งว่า เนติพรตายที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ วันที่ 14 พ.ค. 2567 เวลา 11.22 น. เหตุคือเสียสมดุลเกลือแร่ในเลือดร่วมกับโรคหัวใจโต ระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ ส่วนกรณีที่ญาติผู้ตายนำหลักฐานเข้าสืบในทำนองว่า สาเหตุการตายเกิดจากการรักษาอาการป่วยและการช่วยเหลือผู้ตายขณะหมดสติไม่ถูกต้องตามมาตรฐาน อันเป็นการจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ยังมีข้อโต้แย้งอยู่ในชั้นนี้ ยังวินิจฉัยให้รับฟังเป็นข้อยุติดังที่ญาติผู้ตายนำพยานหลักฐานเข้าไต่สวนไม่ได้
กฤษฎางค์เล่าว่า ในวันที่เนติพรเสียชีวิต เธออยู่ที่หอพักผู้ป่วยหญิง ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ มีการลุกไปเข้าห้องน้ำช่วงตีห้า แล้วหมดสติช่วงหกโมงเช้า จึงมีคนวิ่งไปเรียกผู้ช่วยพนักงานพยาบาล ซึ่งเป็นผู้ต้องขังด้วยกันมาปั๊มหัวใจอยู่หลายชั่วโมง แล้วไปเสียชีวิตที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ตอน 11 โมง
“เมื่อเอาบุ้งไปส่งที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ตอน 10 โมงกว่า ปรากฏว่าท่อช่วยหายใจจากการทำ CPR ซึ่งต้องใส่เข้าไปในหลอดลม กลับไปอยู่ในหลอดอาหาร แสดงว่าไม่มีการรักษาพยาบาลที่เป็นมาตรฐาน จากวิดีโอก็จะสังเกตได้ว่ามีอาการท้องบวมมาก (อาจเกิดจากการใส่ท่อช่วยหายใจผิดตำแหน่ง) เรื่องเหล่านี้เราจะนำไปสู่การดำเนินคดีต่อไป” กฤษฎางค์อธิบายถึงแนวทางทางกฎหมายที่จะดำเนินการต่อไป
สิทธิประกันตัวกับความสูญเสียที่ย้อนคืนไม่ได้
ในมุมมองของผู้ถูกกล่าวหา ใบปอ-ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมืองและหนึ่งในจำเลยในคดีโพลขบวนเสด็จ เล่าว่าเส้นทางของคดีนี้ยาวนานและหนักหนามาก
“เราติดคุกจากคดีโพลขบวนเสด็จสองครั้ง ครั้งแรกโดนถอนประกันพร้อมกับพี่บุ้ง เข้าไปประมาณสามเดือน ตอนนั้นมีนักโทษทางการเมืองคนอื่นๆ อยู่ในเรือนจำเช่นกัน เราและพี่บุ้งจึงเริ่มอดอาหารในเดือนที่สอง โดยมีข้อเรียกร้องให้ปล่อยนักโทษทางการเมือง ให้คืนสิทธิการประกันตัว ระหว่างอดอาหารมีช่วงที่เราต้องแยกกันบ้าง เพราะพี่บุ้งมีค่าโพแทสเซียมต่ำ ต้องไปอยู่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ส่วนเราไปสถานพยาบาลบ้าง โรงพยาบาลบ้าง เราอดอาหาร 64 วัน ซึ่งได้ออกมา เพราะได้รับคืนสิทธิการประกันตัว พอออกมาก็รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลร่วมสองอาทิตย์ กว่าร่างกายจะฟื้นฟูได้ ตอนเราเข้าคุกครั้งที่สองก็มีสาเหตุจากคดีเดียวกัน ศาลให้เหตุผลว่าไปทำกิจกรรมจึงโดนถอนประกัน รวมติดคุกสองครั้ง เพราะคดีโพลขบวนเสด็จรวม 120 กว่าวัน
“ทุกครั้งที่มีการขึ้นศาลเบิกความ เรายืนยันเสมอว่าสิ่งที่ทำเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามรัฐธรรมนูญ เราไม่ได้ละเมิดกฎหมาย เราไม่ได้มีเจตนาที่จะทำเรื่องเสื่อมเสียหรือมีอคติต่อสังคมนี้ ปีที่แล้วคดีที่เราถูกกล่าวหามีคำพิพากษาออกมาสามคดี ตัดสินจำคุกทั้งหมด ตอนนี้ได้รับการประกันตัวชั่วคราวออกมาสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ แต่คดีโพลขบวนเสด็จเป็นคดีแรกที่ยกฟ้อง ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาที่พูดถึงหลักสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเยอะมาก นี่คือคำพิพากษาที่ควรจะเป็น และยึดตามหลักรัฐธรรมนูญ”
การถูกดำเนินคดีแล้วไม่ได้รับสิทธิการประกันตัวทำให้ณัฐนิชได้รับผลกระทบมาก
“เราเสียโอกาสไปหลายอย่าง เราเสียโอกาสทางการศึกษา ติดคุก ไม่ได้ไปเรียน ต้องลงเรียนใหม่ ไม่ได้ออกมาต่อสู้คดี ไม่ได้ใช้ชีวิต แต่สิ่งที่ไม่คิดเลยว่าจะต้องเสียคือ เราต้องเสียเพื่อนร่วมทางหรือคนที่เปรียบเสมือนพี่สาว เราไม่คิดว่าจะถึงขั้นสูญเสียชีวิตในการต่อสู้ครั้งนี้ เราเคยมีการสูญเสียในสมัย 6 ตุลาฯ หรือสมัยคนเสื้อแดง แต่ไม่คิดว่าในยุคสมัยนี้จะพบเจอการสูญเสียจากการอดอาหารในเรือนจำ ในประเทศที่บอกว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ มีการเลือกตั้ง มีรัฐบาลที่ไม่ใช่ทหารแล้ว แต่ทำไมยังมี นักโทษที่ต้องเสียชีวิตจากการอดอาหารประท้วงเพื่อขอความยุติธรรม
“การสูญเสียนี้เทียบไม่ได้กับการสูญเสียเรื่องอื่นๆ การเสียคนคนหนึ่งไปจนเขาไม่มีลมหายใจจะออกมาเรียกร้องหรือสู้ต่อแล้วมันหนักหนามาก” ณัฐนิชกล่าว
มาริสา ปิดสายะ ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เล่าว่าคดีโพลขบวนเสด็จมีการยื่นขอประกันตัวชั่วคราวมากถึง 7-8 ครั้ง ทั้งที่การประกันตัวเป็นสิทธิพื้นฐาน แต่กลับเป็นเรื่องยากมากสำหรับคดี 112
“ต้องตั้งคำถามเหมือนกันว่า สิทธิพื้นฐานในการต่อสู้คดีทั่วไปนั้น ทำไมพอเป็นคดี 112 ถึงยากลำบาก ทำไมต้องเอาชีวิตและร่างกายไปเป็นเดิมพันเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการประกันตัว หลายครั้งลูกความถามว่าทำไมยื่นแล้วไม่ได้สักที เหตุผลที่เราเขียนในคำร้องมันไม่ดีหรือเปล่า ความจริงในคดีทั่วไปบางครั้งไม่ได้เขียนอะไร ศาลก็สั่งอนุญาตให้ประกันได้ แต่คดี 112 มีทั้งเขียนสั้นและเขียนยาว 30-40 หน้า ศาลก็ไม่ให้ประกัน คำตอบมีแค่ว่า ‘พฤติการณ์แห่งคดีร้ายแรง เกรงว่าจะหลบหนี’ ทั้งที่ลูกความมีพฤติการณ์แสดงความบริสุทธิ์ใจในการเข้าร่วมกระบวนการยุติธรรม ไม่มีเจตนาจะหลบหนี
“ในฐานะทนาย เราตอบคำถามตัวเองและลูกความได้ยากมากว่า ทำไมลูกความเราไม่ได้ประกัน ทั้งที่ถ้าศาลยังไม่ตัดสินว่าผิดก็ควรได้ประกัน” มาริสากล่าว
ทนายความยังเล่าว่า ในปี 2569 มีผู้ต้องขังทางการเมืองที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี 22 คน รวมผู้ต้องขังคดี 112 ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามีการยื่นคำร้องขอประกันตัวและอุทธรณ์คำสั่ง 108 ฉบับ ได้รับการประกันตัวเพียง 6 ฉบับ แต่ไม่มีผู้ต้องหาคนใดได้ออกมาจากเรือนจำ เนื่องจากเป็นผู้ที่โดนกล่าวหาในหลายคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณา
“ปัจจุบันฟ้า-พรหมศร วีระธรรมจารี กำลังอดอาหารเพื่อเรียกร้องสิทธิประกันตัวอยู่ กรณีของฟ้าเรายื่นประกันตัวหลายครั้ง ให้เหตุผลทั้งเรื่องความอันตรายและอาการอ่อนเพลียจากการอดอาหาร แต่ศาลก็ไม่อนุญาตให้ประกันตัว
“เคยมีคดีหนึ่งเป็นการยื่นขอประกันตัวครั้งแรก แต่ศาลสั่งว่า ‘ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม’ เราเลยไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เขียนไปในคำร้องมีผลแค่ไหน” มาริสากล่าว
การได้รับสิทธิประกันตัวไม่เพียงทำให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับเสรีภาพในการใช้ชีวิตตามปกติ แต่มาริสาชี้ว่าสิทธิการประกันตัวส่งผลอย่างมากที่จะทำให้ผู้ถูกกล่าวหาสู้คดีได้อย่างเต็มที่
“การที่เราถูกขังในเรือนจำขณะคดีอยู่ในระหว่างพิจารณา ทำให้เราไม่สามารถปรึกษาทนายได้อย่างเต็มที่ ไม่สามารถมีเวลาไปแสวงหาหลักฐานต่างๆ เพื่อเอามาแก้ต่างและต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ เอกสารในแต่ละคดีมีเยอะมาก บางคดีมีคลิปวิดีโอ มีวัตถุพยานที่เราต้องตรวจสอบ แต่การอยู่ในเรือนจำไม่เอื้อให้เราตรวจสอบพยานหลักฐานได้
“การที่คนบอกว่า ‘ขังไว้ก่อน เดี๋ยวศาลตัดสิน ถ้าไม่ผิดก็ปล่อยออกมา’ แต่ถ้าเราไม่สามารถต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ การจะชนะคดีได้ก็ยากเหมือนกัน เราจึงต้องเรียกร้องว่า ไม่ว่าจะเป็นคดีอะไร หากศาลยังไม่ตัดสินว่าผิด เขาควรได้รับสิทธิการประกันตัว ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน” มาริสากล่าว
เนติพรจากไประหว่างการประท้วงในเรือนจำ แต่จนถึงวันนี้ข้อเรียกร้องของเธอยังไม่เป็นจริง ณัฐนิชจึงชวนนึกถึงข้อเรียกร้องของเนติพรที่ต้องสานต่อ
“ข้อเรียกร้องของพี่บุ้งก่อนที่จะอดอาหารและเสียชีวิตในเรือนจำคือ ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและต้องไม่มีคนเห็นต่างติดคุกอีก วันนี้เรายังมีคนเห็นต่างที่ต้องติดคุกเพราะคดีความทางความคิด หลายคนที่อยู่ในเรือนจำตอนนี้ถูกดำเนินคดีและติดคุก เพราะออกมาพูดในสิ่งที่เขาคิดหรือเรียกร้องต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงทางความคิด
“วันนี้ยังมีเพื่อนๆ ของเราในเรือนจำอีกหลายคนที่อยู่ระหว่างยื่นอุทธรณ์หรือฎีกา แต่ยังคงอยู่ในเรือนจำและไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว จึงอยากเรียกร้องให้คืนสิทธิการประกันตัวให้ประชาชน ให้เขาได้ออกมาสู้คดีและออกมาใช้ชีวิต
“ส่วนเรื่อง พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข ก็อยากให้ทุกคนร่วมตั้งคำถามว่า การดำเนินคดี 112 มันสร้างเสริมสันติสุขให้กับสังคมได้จริงหรือ หรือสันติสุขที่ว่านั้นเป็นสันติสุขแค่ของผู้มีอำนาจและพวกพ้องเท่านั้น” ณัฐนิชกล่าวปิดท้าย
กระบวนการยุติธรรม กฤษฎางค์ นุตจรัส การอดอาหารประท้วง คดีโพลขบวนเสด็จ ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ บุ้ง เนติพร มาตรา 112 มาริสา ปิดสายะ ราชทัณฑ์ สิทธิการประกันตัว หลักสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ เนติพร เสน่ห์สังคม ใบปอ ณัฐนิช