classicliterature.it.com

เก็บกระเป๋าขึ้นเหนือ ตามหาสถาปัตยกรรมอายุกว่า 100 ปี ในแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่

คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราได้เดินทางท่องเที่ยวและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นผ่านอาคารบ้านเรือนของชุมชน ตั้งแต่รูปแบบการสร้าง วัสดุที่ใช้ ลวดลายประดับประดา ไปจนถึงถ้อยคำของผู้อยู่อาศัยหรือผู้ดูแลสถานที่นั้นๆ

ปกติแล้วเวลาไปเที่ยวภาคเหนือแต่ละครั้ง แต่ละคนคงมีธีมหรือภาพของทริปอยู่ในใจ จะเป็นทริปไหว้พระทำบุญ ตะลุยเก็บคาเฟ่ หรือเข้าป่ารับธรรมชาติตามลักษณะจุดเด่นของภาคนี้

แต่กับทริปนี้เราขอพาผู้อ่านไปขึ้นเขา ย่ำเท้าฝ่าฝน ตามหาสถาปัตยกรรมอายุกว่า 100 ปี ร่วมกับ ‘สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม)’ ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่กัน

สถานที่ที่ทุกคนพบเห็นในบทความล้วนอยู่ในโครงการพัฒนาฐานข้อมูลสถาปัตยกรรม 100 ปีภาคเหนือ สู่การสร้างสรรค์การท่องเที่ยวเชิงแหล่งเรียนรู้ ที่สถาบันฯ จัดทำขึ้นเพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลางด้านสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่าของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ

ว่าแต่ในทริปนี้เราจะได้พบกับสถาปัตยกรรมอายุกว่า 100 ปีในรูปแบบไหนบ้าง ตาม Urban Creature ไปสำรวจและค้นหาเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในอาคารเก่าเหล่านี้พร้อมกันในคอลัมน์ Experimentrip

การเดินทางขึ้นเหนือในช่วงหน้าฝนหรือ Low Season แม้จะชุ่มฉ่ำไปด้วยสายฝน แต่ก็ช่วยให้เราเห็นวิถีชีวิตของผู้คนและความเขียวชอุ่มของผืนป่าในมุมที่นักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวนไม่น้อยอาจไม่เคยสัมผัส

แม้โครงการพัฒนาฐานข้อมูลสถาปัตยกรรม 100 ปีภาคเหนือจะมีแผนการดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 9 จังหวัดของภาคเหนือ แต่ทริปนี้เราขอพาไปสำรวจ 2 จังหวัดก่อน เริ่มต้นที่แม่ฮ่องสอน และปิดท้ายการเดินทางที่เชียงใหม่

เมืองทั้งเมืองกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ | พิพิธภัณฑ์มีชีวิตเมืองแม่ฮ่องสอน

เริ่มต้นวันบนเมืองสามหมอกที่อาคารอายุเกิน 100 ปีแห่งแรกในทริปนี้กับ ‘พิพิธภัณฑ์มีชีวิตเมืองแม่ฮ่องสอน’ ศูนย์ประสานงาน การจัดการเมือง ข้อมูลแบบมีส่วนร่วมของชุมชนควบคู่ไปกับการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารหลังเก่าบนถนนสิงหนาทบำรุง ใจกลางเมือง แต่เดิมเคยเป็นที่ตั้งของ ร.ส.พ. (องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์)

อาคารอายุกว่าศตวรรษแห่งนี้ได้รับการปรับโฉมให้กลายเป็นเสมือนห้องต้อนรับแขกเมืองผู้มาเยือน โดยชั้นล่างเป็นพื้นที่รวบรวมข้อมูลและแผนที่ทางวัฒนธรรมไว้ให้ผู้สนใจศึกษา ส่วนชั้นบนจัดแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับประเพณี รูปแบบสถาปัตยกรรม และอาหารการกินของชาวไทใหญ่

“เนื่องจากที่นี่เป็นศูนย์ประสานงานของพิพิธภัณฑ์มีชีวิตฯ หมายความว่าเรามองทั้งเมืองแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์” ‘พี่พีท-นบชนก สังข์สุข’ เลขานุการนายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน ขยายความความเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตฯ ที่ไม่หยุดอยู่ที่อาคารหลังนี้ แต่ครอบคลุมไปทั้งเมืองแม่ฮ่องสอนให้เราฟัง

คำว่า ‘มีชีวิต’ หมายถึงพื้นที่ที่ยังคงมีวิถีชีวิตของผู้คนดำเนินอยู่ และมองว่าทุกมุมของเมืองสามารถเป็นส่วนหนึ่งของ ‘พิพิธภัณฑ์’ ได้ ตั้งแต่สถาปัตยกรรม วัฒนธรรม ไปจนถึงอาหารการกิน

เพื่อทำให้ภาพของพิพิธภัณฑ์มีชีวิตฯ ชัดเจนขึ้น พี่พีทพาเราเดินจากศูนย์ประสานงานไปยัง ‘ตลาดสายหยุด’ ที่อยู่ไม่ไกล

“เมื่อก่อนในตลาดไม่มีโต๊ะเลย ใช้แบกะดินขายกันแต่เช้า สายๆ ตลาดก็วายแล้ว เลยเป็นที่มาของชื่อตลาดสายหยุด” พี่พีทเล่าถึงที่มาของชื่อตลาด แม้ตอนนี้จะไม่หยุดขายตอนสายแล้ว แต่ชาวบ้านยังคงเรียกที่นี่ว่าตลาดสายหยุดอยู่เช่นเดิม

สองขาของเราก้าวตามกลิ่นหอมของอาหารไปไม่นาน ก็พบกับเหล่าแม่ค้าที่เชิญชวนให้ชิมอาหารและของกินพื้นถิ่นของชาวไทใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นขนมจีนไทใหญ่ ถั่วพูอุ่น ข้าวแรมฟืน ไปจนถึงดอกกระเจียวทอด เมนูพื้นบ้านที่หาโอกาสลิ้มลองได้ไม่ง่ายนัก

อ่านสถาปัตยกรรมไทใหญ่ | วัดหัวเวียง

รองท้องด้วยของอร่อยประจำถิ่นแล้ว จากตลาดสายหยุด พี่พีทพาเราเดินต่อไปยัง ‘วัดหัวเวียง’ วัดเก่าแก่ของเมืองแม่ฮ่องสอนที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2406 โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่ โดยมี ‘พี่กีตาร์-จักรพงศ์ หลวงไชยคำ’ เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์มีชีวิตฯ มาร่วมเล่าเรื่องราวของวัดแห่งนี้

“วัดในแม่ฮ่องสอนมีเอกลักษณ์โดดเด่นตรงหลังคา เรียกว่า ‘สองคอสามชาย’ เปรียบเสมือนสวรรค์ที่มีหลายชั้นของความเชื่อชาวไทย” พี่กีตาร์พูดพลางชี้ชวนให้ดูความพิเศษของหลังคาสถาปัตยกรรมแบบไทใหญ่

ส่วนที่มาที่ไปของคำว่า ‘สองคอ’ หมายถึง คอสอง 2 ชั้น หรือการยกชั้นของโครงสร้างผนังหรือจั่วขึ้น 2 ระดับ ทำให้เกิดการลดหลั่นของหลังคาที่สวยงาม และ ‘สามชาย’ หมายถึง การทำเชิงชายซ้อนลดหลั่นกันลงมาถึง 3 ชายคา

นอกจากนี้ หากสังเกตดีๆ จะพบว่าลวดลายประดับชายคาของวัดแห่งนี้แตกต่างจากที่อื่น เพราะแทนที่จะฉลุลายลงบนแผ่นไม้ ช่างกลับใช้การตอกตะปูลงบนแผ่นสังกะสีจนเกิดเป็นลวดลายที่เรียกว่า ‘ต้องลาย-ปานซอย’

“อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจของวัดนี้คือ เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป ‘พระเจ้าพาราละแข่ง’ พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองแม่ฮ่องสอนที่มี 2 องค์เท่านั้นในประเทศไทย” ไกด์กิตติมศักดิ์บอกกับเรา

อีกทั้งที่นี่ยังเป็นที่เดียวที่มี ‘พิธีล้างพระพักตร์พระเจ้าพาราละแข่ง’ ด้วยความเชื่อว่าพระเจ้าพาราละแข่งมีลมหายใจของพระพุทธเจ้าสถิตอยู่ จึงต้องมีการทำความสะอาดพระพักตร์และแปรงพระทนต์เป็นประจำ

ย้อนประวัติศาสตร์ค้าไม้ | บ้านพักหัวหน้าป่าไม้และบ้านไม้แดง

หลังจากไหว้พระ ชมความงามแบบสถาปัตยกรรมไทใหญ่กันพอสมควร ก็ได้เวลาเดินทางไปยังจุดหมายถัดไปในอำเภอแม่สะเรียง

ระหว่างทางเราได้แวะเก็บภาพ ‘อาคารบ้านพักหัวหน้าป่าไม้อำเภอแม่สะเรียง’ อายุกว่า 120 ปีในสไตล์โคโลเนียล ซึ่งถ้าใครอยากมาตามรอยอาจจะทำได้แค่แวะชมจากบริเวณด้านนอก เพราะเจ้าหน้าที่ป่าไม้อำเภอแม่สะเรียงใช้ที่นี่เป็นที่พักอาศัยอยู่

จากนั้นเราเดินทางต่อมายัง ‘บ้านไม้แดง’ ร้านอาหารใจกลางอำเภอแม่สะเรียง จุดหมายสุดท้ายของวัน เพื่อพูดคุยกับ ‘พี่นี้-พจนีย์ อาภาจรัสกุล’ เจ้าของร้านที่ยิ้มต้อนรับเราตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามา

พี่นี้เล่าว่า เหตุผลที่ชื่อบ้านไม้แดงเพราะบ้านทั้งหลังนี้สร้างขึ้นจากไม้แดงในช่วงกิจการค้าไม้ในแม่ฮ่องสอนรุ่งเรือง ซึ่งเธอและร้านอาหารถือเป็นมือที่สามแล้วที่รับช่วงต่อครอบครองอาคารหลังนี้

เดิมทีอาคารไม้หลังงามเป็นเรือนพักอาศัยของคหบดี ก่อนจะเปลี่ยนผ่านกลายเป็นสาขาของร้านจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้าในเครือนิยมพานิช แล้วกลายเป็นร้านอาหารบ้านไม้แดงในปี 2551 ถ้านับๆ ก็ถือว่าร้านอาหารในบ้านเก่าหลังนี้เปิดให้บริการมาใกล้จะเข้าปีที่ 20 เต็มที

“ตรงที่เรายืนอยู่แต่เดิมเป็นใต้ถุนบ้านสูงพอกับขนาดตัวช้าง เพราะสมัยก่อนที่นี่ใช้ช้างในการเดินทางและลากซุงเพื่อนำไปล่องไม้” พี่นี้เล่าถึงพื้นที่ชั้นหนึ่งที่ปัจจุบันถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่ร้านอาหาร ในขณะที่ตัวบ้านเดิมที่อยู่ชั้นบนถูกปรับเป็นห้องประชุม สัมมนา หรือพื้นที่จัดเลี้ยงตามแต่ที่ลูกค้าต้องการ

ความโชคดีของวันนั้นคือ เป็นวันที่ภาพวาดบ้านไม้แดงที่พี่นี้ให้ศิลปินวาดไว้เดินทางมาถึงพอดี โดยภาพดังกล่าวอ้างอิงจากโครงสร้างบ้านดั้งเดิม ผสมผสานกับรูปลักษณ์ของบ้านไม้แดงในปัจจุบัน ทำให้เราได้เห็นอดีตและปัจจุบันของอาคารหลังนี้ซ้อนทับกันอย่างงดงาม

นับเป็นการปิดท้ายวันแรกของการตามหาสถาปัตยกรรมอายุกว่า 100 ปีในจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้อย่างสมบูรณ์ ก่อนที่เช้าวันถัดไปเราจะมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อออกตามหาอีก 3 สถาปัตยกรรมสำคัญที่ไม่อยากให้ผู้อ่านพลาดแม้แต่แห่งเดียว

บ้านหลังสุดท้ายของเจ้าดารารัศมี | พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เช้าวันที่สองของการเดินทาง เราออกจากแม่ฮ่องสอนมุ่งหน้าสู่จังหวัดเชียงใหม่ โดยเริ่มต้นที่อำเภอแม่ริม กับอาคารสีเหลืองนวลอายุกว่า 100 ปีอย่าง ‘พิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ พระตำหนักที่ประทับสุดท้ายของ ‘พระราชชายา เจ้าดารารัศมี’ พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต

พระตำหนักแห่งนี้เริ่มก่อสร้างราว พ.ศ. 2471 – 2472 ก่อนที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมีจะสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2476 ต่อมาได้รับการบูรณะเพื่อการอนุรักษ์ และเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ใน พ.ศ. 2542 โดยมีจุดประสงค์เผยแพร่พระเกียรติคุณของพระราชชายา เจ้าดารารัศมี รวมถึงเป็นพื้นที่อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมล้านนาให้คงอยู่ต่อไป

ในการมาเยือนครั้งนี้เราได้ ‘พุทธิพร สินธนามราพันธ์’ เจ้าหน้าที่สำนักงานประจำพิพิธภัณฑ์พระตำหนักดาราภิรมย์ฯ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักบริหารศิลปวัฒนธรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นคนพาเดินชมตัวพิพิธภัณฑ์และบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวอาคารและพระราชชายา เจ้าดารารัศมี

“มีช่วงหนึ่งทางกรมตำรวจมายืมใช้พื้นที่ จนกลายเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘ค่ายดารารัศมี’ ตอนนั้นตัวอาคารเป็นสีเขียว แต่พอขูดสีออกทีละชั้นๆ ในช่วงบูรณะ ก็พบว่าชั้นแรกของผนังพระตำหนักทาด้วยสีเหลือง พระตำหนักในปัจจุบันจึงได้รับการทาสีใหม่ด้วยสีเหลืองเพื่อให้ใกล้เคียงกับสีเดิมที่สุด” พุทธิพรเล่าถึงที่มาที่ไปของสีเหลืองนวลของตัวพระตำหนัก ก่อนพาเดินแนะนำทีละจุด พลางชี้ชวนให้เห็นความน่าสนใจของสถาปัตยกรรมหลังนี้

นอกจากภาพลักษณ์ภายนอกที่งดงามมลังเมลืองแล้ว ภายในพระตำหนักยังเต็มไปด้วยรายละเอียดที่ซ่อนความหมายไว้ ทั้งโครงสร้างแบบเรือนไทยล้านนาประยุกต์ ที่ผสมผสานงานก่ออิฐฉาบปูนเข้ากับไม้สักทอง หรือการยกใต้ถุนสูงเพื่อรับลม เป็นต้น

รวมถึงอีกหนึ่งความพิเศษของพระตำหนักหลังนี้คือ มี ‘บันไดกลางบ้าน’ ที่พบเห็นได้ไม่บ่อยนัก “ในสมัยก่อนด้านล่างที่เราเห็นเป็นใต้ถุนสำหรับข้าหลวงอยู่อาศัย เวลาท่านเรียกขึ้นมา ข้าหลวงจะใช้บันไดนี้เป็นหลัก” พุทธิพรไขข้อสงสัยให้เรา

อีกทั้งถ้าสังเกตดีๆ ทั่วทั้งพระตำหนักหลังนี้จะประดับตกแต่งไปด้วยสัญลักษณ์รูป ‘ดาว’ ที่มีความหมายเดียวกับคำว่า ‘ดารา’ ในชื่อ และมี ตัวอักษร ‘อด.’ ปักหรือสลักอยู่ในสิ่งของของท่าน

“อ. ย่อมาจาก อินทวิชยานนท์ เป็นชื่อเจ้าพ่อของท่าน และ ด. ย่อมาจากชื่อดารารัศมีของท่านเอง นอกจากนี้ หลายๆ อย่างในพระตำหนักก็มักมีสีชมพู เพราะว่าท่านพระราชสมภพในวันอังคาร” พุทธิพรเล่าถึงจุดเล็กๆ ที่เราอาจไม่ทันสังเกต

นอกจากนี้ บริเวณด้านหลังของพระตำหนักยังมีระเบียงไม้หอม ที่แม้จะได้รับการบูรณะใหม่แต่ยังคงออกแบบมาให้อยู่ในลักษณะเดิม ทั้งในส่วนโครงไม้หลังคาและพันธุ์พืชที่ปลูกเดิม ทั้งต้นชมนาดและรสสุคนธ์

พุทธิพรบอกว่า ถ้ามีลมพัดมาจะโชยกลิ่นดอกไม้เข้ามาในห้องที่อยู่ติดกัน ทำให้ห้องหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นดอกไม้ นับเป็นรายละเอียดเล็กๆ ที่สะท้อนวิธีคิดในการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยของคนในอดีตได้อย่างมีความสุนทรีย์

ย้อนอดีตบริษัทบอร์เนียวค้าไม้ | 137 Pillars House Chiang Mai

หลังจากดื่มด่ำกับสถาปัตยกรรมแห่งแรกของวันอย่างเต็มอิ่มแล้ว ก็ได้เวลาไปต่อกับ 2 สถานที่สุดท้าย ซึ่งความน่าสนใจคือ เป็นสถาปัตยกรรมอายุกว่า 100 ปีที่ซ่อนไว้ภายในโรงแรมด้วยกันทั้งคู่

เริ่มจาก ‘137 Pillars House Chiang Mai’ ที่มีจุดศูนย์กลางของโรงแรมเป็นบ้านบอร์เนียว 137 เสา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโรงแรมนั่นเอง

“เดิมทีพื้นที่ตรงนี้เป็นของบริษัทบอร์เนียว กินพื้นที่ประมาณแปดสิบไร่” คุณธันยวันต์ สินสดวก Director of Sales ของโรงแรมเท้าความถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของผืนดิน ซึ่งแต่เดิมเป็นที่ตั้งบริษัท บริติช บอร์เนียว จำกัด (The British Borneo Company Limited) บริษัทการค้าสัญชาติอังกฤษที่บุกเบิกและทำสัมปทานไม้สักในภาคเหนือของประเทศไทย ในขณะที่พื้นที่ปัจจุบันที่เรายืนอยู่ภายใต้ชื่อ 137 Pillars House Chiang Mai เหลืออยู่ไม่มากนัก เพียง 5 ไร่กว่าๆ เท่านั้น

ทั้งนี้ เรือนอายุกว่าร้อยปีที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้ในโรงแรมแห่งนี้ เดิมทีเป็นที่พักของผู้จัดการ ซึ่งผู้จัดการคนแรกของบอร์เนียวคือ ‘หลุยส์ โทมัส เลียวโนเวนส์’ บุตรชายของ ‘แอนนา เลียวโนเวนส์’ ครูสอนภาษาอังกฤษในราชสำนักของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่เราคุ้นชื่อกัน

“ด้านหน้าตรงนี้เป็นโซนออฟฟิศที่ทำงาน และมีห้องพักอยู่ด้านหลัง แบ่งเป็นห้องนอนและครัว ในบ้านที่มีทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบเจ็ดเสา แต่ตอนนี้เหลือไม่ถึงแล้วเพราะส่วนครึ่งหลังถูกน้ำท่วมบ่อย เนื่องจากใกล้แม่น้ำปิง เราต้องรื้อทิ้งแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ทดแทนตามโครงสร้างเดิมของบ้าน” คุณธันยวันต์อธิบาย

อีกทั้งเพื่อป้องกันน้ำที่ท่วมบ่อยๆ การรีโนเวตจึงควบรวมไปถึงการยกตัวเรือนให้สูงขึ้นพ้นระดับน้ำ จากความสูงเดิมที่ประมาณ 1.8 เมตร ให้เป็น 3 เมตร รวมถึงเสริมความแข็งแรงของเสาด้วยเหล็ก เพื่อความทนทานและรองรับการใช้งานที่มากขึ้น

ปัจจุบันอาคารหลังนี้ถูกใช้เป็นส่วนกลางของโรงแรมที่ประกอบด้วยห้องอาหารซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เข้าพักก็เข้ามารับประทานได้ เพียงขอให้โทรมาจองไว้ก่อน ส่วนบริเวณใต้ถุนที่ยกสูงขึ้นกลายเป็นที่ตั้งของฟิตเนสและพิพิธภัณฑ์ที่บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ตัวบ้าน

สวมบทสายลับในบ้านพักกงสุลอังกฤษ | 1921 House

ทริปนี้จะจบลงอย่างสวยงามไม่ได้เลยถ้าเราไม่ได้ไปเยือนสถาปัตยกรรม 100 ปีแห่งสุดท้ายอย่าง ‘1921 House’ บ้านพักกงสุลอังกฤษที่ตั้งชื่อตามปีที่สร้างเสร็จ และเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์โคโลเนียลแบบไม้ผสมปูน ตั้งอยู่ใจกลางโรงแรม Anantara Chiang Mai Resort

“1921 House เป็นเหมือนเพชรยอดมงกุฎของที่นี่ จากการออกแบบของ Kerry Hill (เคอร์รี ฮิลล์) สถาปนิกชื่อดังระดับโลกชาวออสเตรเลีย โดยเขากำหนดให้ตัวโรงแรมเป็นรูปตัวแอล เพื่อโอบล้อม 1921 House เอาไว้” ‘คุณแมนดี้-ศุภอาภา อิทธิไกวัล’ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาด อนันตรา เชียงใหม่ รีสอร์ท บอกกับเรา

จากเหตุผลนั้น ทำให้ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในโรงแรม สิ่งแรกที่เราจะเห็นคือ 1921 House ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณใจกลางโรงแรม เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียลเข้ากับตัวโรงแรมโดยรอบได้อย่างลงตัว ดูร่วมสมัย

อีกความสนุกที่ทำให้การมาเยือนบ้านหลังนี้สร้างความประทับใจให้เราคือ ธีมหลักในการตกแต่งภายในใหม่ โดยให้เราได้สวมบทบาทเป็น ‘สายลับอังกฤษ’ (Secret Agent) เข้าใช้บริการพื้นที่

เริ่มตั้งแต่ชั้นแรกกับ The Verandah พื้นที่จิบ Afternoon Tea และ Brit Bar บาร์สไตล์อังกฤษคลาสสิกที่มีห้อง Secret Agent Room อยู่ภายใน

ในขณะที่ชั้นสองของอาคารเป็น The Service ร้านสเต๊กเฮาส์ที่เล่นกับธีมสายลับอังกฤษได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ผ่านการออกแบบห้องต่างๆ เริ่มตั้งแต่ห้อง Library กลิ่นอายยุคคลาสสิกที่รายล้อมไปด้วยชั้นวางหนังสือประดับอยู่รอบห้อง และเมื่อดึงชั้นวางหนังสือที่เป็นประตูลับออกมาจะพบกับห้องลับ (Secret Room) ซ่อนตัวอยู่ข้างใน 

“ห้องข้างในเป็นห้องรับประทานอาหารส่วนตัว หรือจะจองใช้ประชุมก็ได้ เพราะเคยมีผู้นำประเทศหลายรุ่นมาใช้บริการที่นี่เหมือนกัน” คุณแมนดี้บอกพร้อมกับเปิดประตูลับให้เราเข้าไปชมภายใน

นอกจากโต๊ะรับประทานอาหารตัวยาวแล้ว ภายในห้องเราจะเห็นการออกแบบผนังที่เต็มไปด้วยลิ้นชักสูงจรดเพดาน เพื่อจำลองรูปแบบออฟฟิศของบริษัทค้าไม้ในอดีต และแผนที่ขนาดใหญ่กลางห้องเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ล้านนาเมื่อ 100 ปีที่แล้ว

มองประวัติศาสตร์ผ่านสถาปัตยกรรม

ตลอด 2 วันของการเดินทางในครั้งนี้ เราได้พบสถาปัตยกรรมอายุกว่า 100 ปีมากมายหลายรูปแบบ บางแห่งยังคงทำหน้าที่เดิม บางแห่งได้รับการปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ร้านอาหาร หรือโรงแรม ซึ่งสถานที่ทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะอายุของอาคาร แต่เพราะยังทำหน้าที่เป็นหลักไมล์เก็บบันทึกเรื่องราวของผู้คน วิถีชีวิต และประวัติศาสตร์ของพื้นที่เอาไว้อย่างงดงาม

อีกทั้งประสบการณ์ที่ได้รับยังทำให้เราเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์อาคารเก่าที่เปรียบเสมือนการรักษาความทรงจำของเมืองเอาไว้ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้คนรุ่นต่อไปได้เข้ามาใช้ชีวิต สัมผัส และสร้างเรื่องราวบทใหม่บนพื้นที่แห่งประวัติศาสตร์

หากใครมีโอกาสเดินทางขึ้นเหนือ เราอยากชวนให้แวะมองอาคารเก่าเหล่านี้ให้ละเอียดมากขึ้น เพราะ ‘เสน่ห์ของเมือง’ อาจไม่ได้อยู่ที่สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอย่างเดียว แต่ยังแอบแฝงอยู่ในบ้านหลังเก่า อาคารโบราณ และวัดอายุร้อยปี ที่เป็นตัวกลางในการบอกเล่าเรื่องราวในอดีตให้เรารับรู้โดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ

สถาปัตยกรรม เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน

Writer

I人 But Oversharing

Photographer

Graphic Designer

Update: 2026-07-16
Tags: