อวยยศนักวิจัยไทย! ผลิตยาต้านพิษ โบทูลินัม สำเร็จ ราคาถูกลง 10 เท่า
รัฐบาลเผยข่าวดี นักวิจัยไทย ผลิต ยาต้านพิษโบทูลินัม สำเร็จ ลดค่ายาจาก 2.5 แสน เหลือ 2.5 หมื่นบาทต่อโดส ยกระดับความมั่นคงทางยา เดินหน้าผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางยาต้านพิษในภูมิภาคอาเซียน
น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนปัจจุบัน TRCS BOTULINUM ANTITOXIN ซึ่งเป็นยาต้านพิษสารพิษโบทูลินัมจากการบริโภคหน่อไม้อัดปี๊บ โดยที่ผ่านมา ประเทศไทยยังไม่มียาที่สามารถต้านพิษดังกล่าวได้ ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
การผลิตยาต้านพิษโบทูลินัมของประเทศไทยในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศอย่างยั่งยืน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้จำนวนมาก จากเดิมที่ต้องนำเข้าในราคาสูงถึงโดสละประมาณ 250,000 บาท ลดลงเหลือเพียงประมาณ 25,000 บาท หรือลดลงถึง 10 เท่า
น.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้ เป็นผลสำเร็จจากการประสานงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ได้แก่ สภากาชาดไทย สถานเสาวภา สถาบันชีววัตถ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ องค์การเภสัชกรรม (อภ.) และสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อนำยาเข้าสู่ระบบสิทธิประโยชน์ของคนไทยในอนาคต สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเปลี่ยนองค์ความรู้ งานวิจัย ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง และเป็นตัวอย่างของการเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยวิจัย หน่วยนวัตกรรม หน่วยผลิต หน่วยกำกับดูแล และหน่วยที่ให้สิทธิประโยชน์กับประชาชน
ยา TRCS Botulinum Antitoxin ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ ผลิตขึ้นโดยไม่ได้หวังผลกำไร แต่หวังให้เป็นที่พึ่งและสร้างความมั่นคงทางยาให้กับประเทศชาติ เพื่อให้เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตยาสำคัญได้เอง โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว ถึงแม้ว่าความรุนแรงของโรคโบทูลิซึม (Botulism) จะเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อย แต่มีความรุนแรงสูงถึงขั้นเสียชีวิต จากภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรงและหายใจล้มเหลว ยาต้านพิษชนิดนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตผู้ป่วย โดยเฉพาะในภาวะฉุกเฉินหรือกรณีการก่อวินาศกรรมทางชีวภาพ รองโฆษกรัฐบาล กล่าว
พร้อมระบุว่า การที่ประเทศไทยสามารถผลิตยาต้านพิษได้เอง นอกจากจะช่วยให้ผู้ป่วยชาวไทยเข้าถึงยารักษาชีวิตได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมแล้ว อีกทั้งยังยกระดับให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางยาในระดับภูมิภาค ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือและสร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไป
โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์