classicliterature.it.com

วางเป้า 10 ล้านชีวิตกู้ชีวิตคน! คณะทำงานวุฒิสภา ดัน “อฉช.” ทุกชุมชน รับมืออุบัติเหตุ-ภัยพิบัติ

  1. หน้าหลัก 
  2. การเมือง 
  3. ในสถานการณ์ 

วางเป้า 10 ล้านชีวิตกู้ชีวิตคน! คณะทำงานวุฒิสภา ดัน “อฉช.” ทุกชุมชน รับมืออุบัติเหตุ-ภัยพิบัติ

เผยแพร่: 30 ส.ค. 2569 13:55   ปรับปรุง: 30 ส.ค. 2569 13:55   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



วุฒิสภาเดินหน้าปฏิรูประบบแพทย์ฉุกเฉินด้วยดิจิทัล เปลี่ยนผู้พบเหตุจากคนยืนดูให้เป็น “หมอคนแรก” รู้แจ้ง 1669 ทำ CPR ใช้ AED และช่วยเหลืออย่างถูกวิธีก่อนทีมกู้ชีพถึงจุดเกิดเหตุ ตั้งเป้าได้ 10 ล้านคน

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินโดยเทคโนโลยีดิจิทัล ในคณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยผลการประชุมคณะทำงาน ครั้งที่ 7 เพื่อพิจารณาแนวทางยกระดับ “ความปลอดภัยสาธารณะ” หรือ Public Safety ด้านการแพทย์ฉุกเฉินและการรับมือภัยพิบัติ

ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า ความปลอดภัยของประชาชนถือเป็นภารกิจพื้นฐานสำคัญของรัฐ โดยต้องคุ้มครองทั้งชีวิต สุขภาพ และทรัพย์สิน ครอบคลุมตั้งแต่การป้องกันและลดความเสี่ยงก่อนเกิดเหตุ การตรวจจับและตอบสนองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ไปจนถึงการสร้างสภาพแวดล้อมและชุมชนที่มีความปลอดภัย ส่วนแนวทางสำคัญคือการปรับระบบจาก “ตั้งรับ” ไปสู่ “เชิงรุก” สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยให้เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับครัวเรือนและชุมชน พร้อมเชื่อมโยงกับมาตรฐานสากล ทั้งกรอบเซนไดเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ และแนวทางขององค์การอนามัยโลก เพื่อรองรับภัยตั้งแต่อุบัติเหตุรายบุคคล อุบัติภัยหมู่ สาธารณภัย โรคระบาด ไปจนถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนั้น ที่ประชุมให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับ “นาทีแรก” หลังเกิดเหตุ เพราะถือเป็นช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายต่อโอกาสรอดชีวิตและความพิการของผู้ป่วย จึงเสนอให้เร่งสร้างความรอบรู้ด้านการแพทย์ฉุกเฉินและภัยพิบัติแก่ประชาชน ผ่านสื่อดิจิทัล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อสม. และเครือข่ายภาคประชาชน โดยประชาชนควรมีทักษะพื้นฐานอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่ การป้องกันและลดความเสี่ยง การสังเกตอาการฉุกเฉินวิกฤต เช่น หัวใจหยุดเต้น โรคหลอดเลือดสมอง หรือจมน้ำ การแจ้งเหตุผ่านสายด่วน 1669 พร้อมระบุพิกัดและอาการอย่างถูกต้อง การปฐมพยาบาล ทำ CPR และใช้เครื่อง AED รวมถึงการจัดทำแผนเผชิญเหตุในระดับครัวเรือนและชุมชน โดยเฉพาะการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มเปราะบาง

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการเปลี่ยนบทบาท “ผู้พบเห็นเหตุการณ์” หรือ Bystander ให้กลายเป็น “หมอคนแรก” ณ จุดเกิดเหตุ สามารถประเมินความปลอดภัย ตรวจการตอบสนองและการหายใจ โทรแจ้ง 1669 เริ่มกดหน้าอกทันทีเมื่อสงสัยภาวะหัวใจหยุดเต้น นำ AED มาใช้ ปฐมพยาบาลและห้ามเลือด พร้อมส่งต่อข้อมูลให้ทีมการแพทย์ฉุกเฉินอย่างถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยผิดวิธี

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมเสนอให้พัฒนาระบบคำแนะนำช่วยชีวิตผ่านโทรศัพท์ หรือ Dispatcher-Assisted First Aid/CPR ควบคู่กับการสร้างหลักประกันทางกฎหมายแก่ประชาชนที่เข้าช่วยเหลือผู้ประสบเหตุโดยสุจริต และกำหนดตัวชี้วัดที่สะท้อนผลจริง เช่น อัตราผู้ป่วยได้รับ CPR ระยะเวลาก่อนเริ่ม CPR หรือใช้ AED และอัตราการรอดชีวิตกลับบ้าน

สำหรับ การฝึกอบรม จะพัฒนาเป็นระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต แบ่งตามบทบาท 3 ระดับ ตั้งแต่ประชาชนทั่วไปและครอบครัว อาสาฉุกเฉินชุมชนและหน่วยงาน ไปจนถึงผู้ขับรถพยาบาล วิทยากร และบุคลากรวิชาชีพ โดยแต่ละระดับจะได้รับการฝึกตามสมรรถนะและภารกิจที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในโครงการสำคัญที่ที่ประชุมผลักดันคือ “1 ครัวเรือน 1 CPR” เพื่อสร้าง “อาสาฉุกเฉินชุมชน” หรือ อฉช. ให้ทุกครอบครัวมีสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งคนที่สามารถช่วยชีวิตในช่วงนาทีวิกฤตได้ หลักสูตรจะครอบคลุมระบบการแพทย์ฉุกเฉิน สิทธิ UCEP กฎหมายที่เกี่ยวข้อง การประเมินสถานการณ์ การแจ้งเหตุ CPR/AED การปฐมพยาบาล และการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างถูกต้อง พร้อมแตกแขนงตามสภาพพื้นที่ ทั้งอาสาฉุกเฉินทั่วไป อาสาฉุกเฉินทางทะเล และอาสาฉุกเฉินในพื้นที่ทุรกันดาร

นอกจากนี้ ยังมีหลักสูตรรับมือภัยพิบัติทั้งน้ำท่วม แผ่นดินไหว ดินโคลนถล่ม โรคระบาด มลพิษ PM2.5 ตลอดจนสถานการณ์ความไม่สงบ โดยเปิดให้ผู้มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป สุขภาพแข็งแรง มีจิตอาสา และผ่านการประเมินตามมาตรฐาน สามารถเข้ารับการอบรมได้

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า คณะทำงานวางเป้าหมายระยะ 5 ปี ระหว่าง พ.ศ.2568-2572 เพิ่มจำนวน อฉช. จาก 1 ล้านคนในปี 2568 เป็น 3 ล้านคนในปี 2569, 5 ล้านคนในปี 2570, 7 ล้านคนในปี 2571 และแตะ 10 ล้านคนทั่วประเทศในปี 2572 พร้อมสร้างศูนย์การเรียนรู้ระดับชุมชนและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านระบบดิจิทัล ขณะเดียวกัน จะเร่งพัฒนา “ครู อฉช.” หรือ Community Emergency Volunteer Instructor เพื่อรักษามาตรฐานการฝึกอบรมให้เป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ โดยเน้นทั้งบุคลิกภาพ จรรยาบรรณ จิตวิญญาณความเป็นครู เทคนิคการสอน การออกแบบสื่อ และการประเมินสมรรถนะผู้เรียน

สำหรับ ผู้เข้ารับการพัฒนาเป็นครู อฉช. จะต้องเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรือผู้ปฏิบัติการฉุกเฉินการแพทย์ที่มีประสบการณ์สอน หรือเป็นผู้ผ่านหลักสูตร อฉช. ที่มีผลการประเมินตามเกณฑ์กำหนด โดยใช้ระบบเรียนรู้ด้วยตนเองผ่าน E-Learning ควบคู่กับการฝึกปฏิบัติอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างครูต้นแบบและขยายเครือข่ายความปลอดภัยลงถึงระดับชุมชนทั่วประเทศ โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางดังกล่าว และเตรียมนำเสนอต่อคณะอนุกรรมาธิการและคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันเป็นข้อเสนอในการปฏิรูประบบบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลต่อไปย่างไม่ต้องยาวเกิน 3 บรรทัดแต่ให้ได้ประเด็น และพาดหัวข่าวมา 3 ตัวอย่างแนวดราม่าข้มข้นไม่ต้องยาวมากเกินไป

Update: 2026-08-30
Tags: