"10 วินาที" รอดได้ยามภัยมา "หลีก–ปิด–ป้องกัน" หัวใจหลัก "รักษาชีวิต"
ในภาพยนต์แอคชัน พระเอก-นางเอก ถูกเขียนบทให้มีความเก่งกาจ สามารถเอาชีวิตรอดได้จากคมกระสุน หรือระเบิดที่ถูกคนร้ายยิงหรือปา สาดใส่เข้ามา แต่ “ชีวิตของมนุษย์”คนเดินดิน กินข้าวแกง โดยปกติทั่วไป หากไม่เคยฝึกทักษะต่อสู้ป้องกันตัว การเอาตัวรอดในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ยามสติเตลิด ชีวิตอาจจะตกอยู่ในภยันตรายและถึงฆาตได้ ควรจะทำอย่างไร จึงจะประคองร่างกายและลมหายใจให้รอดจากเหตุร้ายแรงที่กำลังเผชิญอยู่ตรงหน้าในช่วง 10 วินาทีแรก
“ 10 วินาทีแรก คือ ช่วงเวลาสำคัญของการเอาตัวรอด ให้พ้นจากเหตุรุนแรง... ต้องตั้งสติ หลุดพ้นจากอาการแพนิก หรืออาการช็อกให้ได้ ตัดสินใจได้ในวินาทีนั้น เลือกวิธีหลีกหนีภัยคุกคาม ให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด เมื่ออยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว ให้โทรแจ้งตำรวจ ให้ข้อมูลเพื่อยับหยั้งสถานะการณ์ ที่เกิดขึ้น....เลือกทางออกที่ปลอดภัยที่สุด โดยยึดหลัก “หลีก–ปิด–ป้องกัน” พ.ต.อ.ปิยรัช สุภารัตน์ รองผู้บังคับการตำรวจท่องเที่ยว 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) อธิบายแนวทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์รุนแรงหรือเหตุกราดยิง
"10 วินาที" รอดได้ยามภัยมา "หลีก–ปิด–ป้องกัน" หัวใจหลัก "รักษาชีวิต"
โดยระบุว่า หลังจากพ้นช่วงภาวะตื่นตระหนก และหลีกหนีภัยคุกคามได้ในระดับที่ปลอดภัยแล้ว ให้โทรแจ้งตำรวจ ให้ข้อมูลเพื่อยับยั้งสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นช่วงนาทีทอง ก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าระงับเหตุ
ในฐานะครูฝึกหลักสูตรแอคทีฟชูตเตอร์ ครูฝึกหลักสูตร CRAT หลักสูตรการรับมือเหตุแอคทีฟชูตเตอร์ พ.ต.อ.ปิยรัช บอกว่า หลักการสอน CRAT (Civilian Response to Active Threat ) หรือแนวทางการตอบสนองของประชาชนต่อภัยคุกคามขั้นรุนแรง “หลีก–ปิด–ป้องกัน” หรือ Avoid–Deny–Defend คือ หัวใจหลักสำคัญในการเอาชีวิตรอด และเป็นแนวทางที่นำมาใช้แทนคำว่า “หนี–ซ่อน–สู้”
หลีก (Avoid) คือ ออกจากพื้นที่อันตรายเมื่อรู้ว่ามีภัยคุกคาม และพาคนอื่นออกจากพื้นที่ได้ หากสามารถทำได้โดยไม่เพิ่มความเสี่ยง
ปิด (Deny) คือ เมื่อไม่สามารถออกจากพื้นที่ได้ ให้หาที่ปลอดภัย ปิดและล็อกประตู ปิดไฟ ลดเสียง และหลีกเลี่ยงการเปิดเผยตำแหน่ง เพื่อไม่ให้ผู้ก่อเหตุเข้าถึงตัว
ป้องกัน (Defend) คือ ทางเลือกสุดท้ายเมื่อไม่สามารถหลีกหนีหรือหลบอยู่ในที่ปลอดภัยได้ ต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคาม ให้ใช้อุปกรณ์หรือสิ่งของรอบตัวเพื่อป้องกันตัวและเปิดโอกาสให้หลุดออกจากสถานการณ์ ไม่ใช่การต่อสู้
ปรับยุทธวิธี “หนี–ซ่อน–สู้” เปลี่ยนใช้ "หลีก–ปิด–ป้องกัน"
แม้การ “หนี–ซ่อน–สู้” จะเป็นกลวิธีการเอาตัวรอด ซึ่งดูแล้วอาจไม่ต่างจากหลักการ “หลีก–ปิด–ป้องกัน” แต่ พ.ต.อ.ปิยรัช อธิบายว่า แม้ความหมายโดยรวมจะใกล้เคียงกัน แต่คำที่ใช้มีผลต่อความเข้าใจและการตัดสินใจในสถานการณ์จริง
คำว่า “หนี” อาจทำให้บางคนเข้าใจว่าต้องวิ่งออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด ขณะที่ในสถานการณ์จริงอาจมีทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่า จึงใช้คำว่า “หลีก” เพื่อให้ประชาชนคิดถึงการหลีกเลี่ยงภัยคุกคามและเลือกทางออกที่เหมาะสม
"10 วินาที" รอดได้ยามภัยมา "หลีก–ปิด–ป้องกัน" หัวใจหลัก "รักษาชีวิต"
ส่วนคำว่า “สู้” อาจทำให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นการต่อสู้กับผู้ก่อเหตุ แต่หลักสูตรไม่ได้สอนให้ประชาชนใช้ยุทธวิธีในการต่อสู้ จึงใช้คำว่า “ป้องกัน” เพื่อเน้นการปกป้องชีวิตและหาทางออกจากสถานการณ์
“ในห้องเรียนจะไม่สอนให้ใครเป็น ฮีโร่ เพราะฮีโร่จะไม่มานั่งพูดอยู่ตรงนี้ ดังนั้นจะสอนให้เอาตัวรอดจากภัยคุกคามด้วยการเอาตัวเองไปอยู่ในที่ปลอดภัย ระหว่างรอเจ้าหน้าที่เข้าถึงที่เกิดเหตุ แก้ไขสถานการณ์หากรู้ตัวว่าไม่ได้อยู่ในที่ปลอดภัย แต่หากจำเป็นต้องสู้ ขอให้เป็นตัวเลือกสุดท้าย”
จำลอง-วางแผนสถานการณ์ รับเหตุไม่คาดคิดล่วงหน้า
ต้องยอมรับว่า แทบทุกครั้งที่มีเหตุร้ายแรง ในแต่ละสถานที่มีบริบท สภาพแวดล้อมและความเสี่ยงแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล สถานศึกษา ห้างสรรพสินค้า สถานที่สาธารณะ หรือบริษัทเอกชน ทั่วไป
การวางแผนล่วงหน้า การรู้ทางเข้า–ออก การหาพื้นที่ปลอดภัย รวมถึงการฝึกซ้อมและจำลองสถานการณ์ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนและบุคลากรรู้ว่าควรตัดสินใจอย่างไรหากเกิดเหตุจริง
พ.ต.อ.ปิยรัช กล่าวว่า การป้องกันเหตุที่ดีที่สุดไม่ได้อยู่เพียงขั้นตอนการเอาตัวรอดเมื่อเกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มจากการสังเกตสัญญาณที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง เช่น การแสดงความคิดเห็นที่มีเนื้อหารุนแรงบนสื่อสังคมออนไลน์ การข่มขู่ การคุกคาม หรือพฤติกรรมที่เริ่มใช้ความรุนแรง ซึ่งไม่ควรถูกมองข้าม หากพบสิ่งผิดปกติควรแจ้งผู้รับผิดชอบ เช่น ครู อาจารย์ ผู้ปกครอง ผู้บริหาร หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าตรวจสอบและป้องกันก่อนเกิดเหตุ
"10 วินาที" รอดได้ยามภัยมา "หลีก–ปิด–ป้องกัน" หัวใจหลัก "รักษาชีวิต"
นอกจากนี้ยังต้องมีการเฝ้าระวังพัฒนาการด้านอารมณ์และความรู้สึกด้วย พ.ต.อ.ปิยรัช ระบุว่า ทั้งหมดที่กล่าวข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตร เพราะหัวใจสำคัญ คือ การป้องกันก่อนเกิดเหตุ ต้องมองไปถึงอารมณ์ ความคิด การตัดสินใจ และการอยู่ร่วมกันในสังคม
“สถาบันครอบครัวมีบทบาทสำคัญ หากเกิดความรุนแรงภายในครอบครัว แรงกดดัน หรือคำพูดที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็ก อาจกลายเป็นบาดแผลและส่งผลต่อพัฒนาการด้านอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งอาจกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยที่นำไปสู่แรงจูงใจในการก่อเหตุในอนาคต..ดังนั้น การป้องกันเหตุรุนแรงจึงไม่ใช่เพียงการเตรียมพร้อมขณะเกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การสร้างความเข้าใจ การเคารพผู้อื่น และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย”
เยียวยาบาดแผลทางใจ-จากต้นน้ำถึงปลายน้ำ
หลังเหตุการณ์ยุติ ผู้ได้รับผลกระทบยังอาจต้องเผชิญกับบาดแผลทางจิตใจและความสูญเสียในระยะยาว โดยเฉพาะครอบครัวของผู้เสียชีวิต รวมถึงผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และที่ยังมีภาพจำเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น การดูแล และฟื้นฟูจึงเป็นสิ่งสำคัญ
“มีป้าคนหนึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุกราดยิงที่ โคราช เมื่อปี 2563 หลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ยังมีอาการแพนิค จดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ร้องไห้เป็นครั้งคราว เป็นอีกหนึ่งผลกระทบจากเหตุการณ์ในอดีต ซึ่งการดูแลผู้ได้รับผลกระทบจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน เพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ตั้งแต่หลังเกิดเหตุไปจนถึงระยะยาว”
"10 วินาที" รอดได้ยามภัยมา "หลีก–ปิด–ป้องกัน" หัวใจหลัก "รักษาชีวิต"
ดังนั้นการฝึกอบรมจึงต้องสร้างความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะตำรวจในพื้นที่ เพื่อให้มีความรู้และสามารถนำไปใช้ดูแลประชาชนได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สำหรับยุทธวิธีในการเข้าควบคุมและระงับเหตุความรุนแรง ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้พัฒนาการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ยุคของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จนถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบัน
โดยที่ผ่านมาได้มีการส่งเจ้าหน้าที่ไปฝึกอบรมกับหน่วยงาน FBI ของสหรัฐอเมริกา อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย และกระจายครูฝึกที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญไปฝึกสอนตำรวจในพื้นที่ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่มีโอกาสเข้าถึงจุดเกิดเหตุได้รวดเร็วที่สุด
ลดชื่อ – ลดภาพ – ไม่ให้ชื่อเสียงผู้ก่อเหตุ สร้างสังคมปลอดภัย
No Name -No Photo-No Notoriety หรือการ “ลดชื่อ – ลดภาพ – ไม่สร้างชื่อเสียงให้ผู้ก่อเหตุ” ถือเป็นแนวคิดและแคมเปญรณรงค์ในระดับสากลที่เรียกร้องให้สื่อมวลชนและสังคมหลีกเลี่ยงการนำเสนอชื่อ ภาพ หรือคำประกาศของผู้ก่อเหตุโดยไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้ผู้ก่อเหตุกลายเป็นบุคคลที่ได้รับความสนใจ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเหตุพฤติกรรมเลียนแบบ
"10 วินาที" รอดได้ยามภัยมา "หลีก–ปิด–ป้องกัน" หัวใจหลัก "รักษาชีวิต"
การรับมือเหตุรุนแรงจึงไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของประชาชน หน่วยงาน สถานศึกษา ครอบครัว และสื่อมวลชน ตั้งแต่การป้องกันก่อนเกิดเหตุ การเตรียมพร้อม การตัดสินใจใน “10 วินาทีแรก” ไปจนถึงการเยียวยาหลังเหตุการณ์
รายงานโดย : คัมคุณ ยมนาค ผู้สื่อข่าวอาชญากรรม สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส
อ่านข่าว
ทอ.ส่ง F-16 บินคุ้มกันเครื่องบินนายกฯ ตรวจเยี่ยมกองบิน 1 โคราช
สหรัฐฯ เล็งปิดล้อมอิหร่านไร้กำหนด เตรียมส่งเรือรบลำใหม่สับเปลี่ยน
"ไชยชนก" กางไทม์ไลน์ทดสอบลงทะเบียน AI Passport 19 ส.ค.