classicliterature.it.com

จีนผงาดเบอร์ 1 สิทธิบัตรพลังงานโลก “Geothermal” โตแรงสุด

การแข่งขันนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียนทั่วโลกกำลังเปลี่ยนขั้ว เมื่อจีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านสิทธิบัตรอย่างชัดเจน ครองคำขอในปี 2567 ถึง 60% ของโลก ขณะที่พลังงานความร้อนใต้พิภพ แม้มีฐานสิทธิบัตรเล็กที่สุด แต่กลับโตเร็วสุดเฉลี่ย 9.3% ต่อปี กรมทรัพย์สินทางปัญญามองเป็นช่องว่างสำคัญสำหรับไทย ทั้งการพัฒนาชิ้นส่วนขั้นสูง นวัตกรรมย่อย และการเข้าสู่ตลาดเทคโนโลยีใหม่ที่คู่แข่งยังไม่หนาแน่น

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนจากฐานข้อมูลขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO’s IP Statistics Data Center) ในช่วง 19 ปี ระหว่างปี 2549-2567 พบว่า ทั่วโลกมีสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนรวมกว่า 760,245 ฉบับ โดยจำนวนคำขอเพิ่มจาก 24,286 ฉบับในปี 2549 เป็น 50,209 ฉบับในปี 2567 หรือเติบโตเฉลี่ย 4.1% ต่อปี

ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่าเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนกำลังเข้าสู่รอบการเติบโตระลอกใหม่ หลังจากช่วงเติบโตในปี 2549-2555 ก่อนปรับฐานและชะลอตัวในช่วงปี 2556-2563 และกลับมาเร่งตัวอีกครั้งในช่วงปี 2564-2567 จากแรงขับเคลื่อนของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การลดการปล่อยคาร์บอน และความมั่นคงทางพลังงาน

“ภาพรวมเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนยังมีพื้นที่สำหรับการพัฒนาและต่อยอดอีกมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีบางกลุ่มที่ยังมีอัตราการเติบโตสูง”

ในเชิงการแข่งขัน จีนขึ้นเป็นประเทศที่ครองสิทธิบัตรด้านพลังงานหมุนเวียนสูงสุด 234,595 ฉบับ ตามด้วยญี่ปุ่น 161,168 ฉบับ และสหรัฐอเมริกา 99,113 ฉบับ โดย 3 ประเทศแรกมีสัดส่วนรวมกัน 65% ของสิทธิบัตรพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก

หากรวมเกาหลีใต้ ซึ่งอยู่อันดับ 4 จำนวน 83,942 ฉบับ และเยอรมนีอันดับ 5 จำนวน 51,815 ฉบับ จะทำให้ 5 ประเทศแรกครอบคลุมสิทธิบัตรรวมถึง 83% ของทั้งหมด

จีนยังเป็นประเทศที่มีการขยายตัวโดดเด่น โดยจำนวนสิทธิบัตรเพิ่มจากเพียง 1,283 ฉบับในปี 2549 เป็น 30,382 ฉบับในปี 2567 หรือเติบโตเฉลี่ย 19.2% ต่อปี และเฉพาะปี 2567 คำขอจากผู้ยื่นชาวจีนคิดเป็น 60% ของโลก

ขณะเดียวกัน สเปนเป็นอีกประเทศที่น่าจับตา แม้มีจำนวนสิทธิบัตรไม่มาก แต่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 12.6% ต่อปี ขณะที่เกาหลีใต้เติบโตประมาณ 1.9% ต่อปี ส่วนญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และเยอรมนีมีแนวโน้มการยื่นคำขอลดลงในช่วงหลัง สะท้อนการเปลี่ยนศูนย์กลางนวัตกรรมจากตะวันตกและญี่ปุ่นไปสู่จีนมากขึ้น

สำหรับเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียน แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก โดยพลังงานแสงอาทิตย์มีขนาดใหญ่ที่สุด จำนวน 396,448 ฉบับ คิดเป็น 52.1% ของสิทธิบัตรทั้งหมด และมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 6.4% ต่อปี จาก 9,572 ฉบับในปี 2549 เพิ่มเป็น 29,045 ฉบับในปี 2567

ผู้ยื่นคำขอรายใหญ่ในกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์ ได้แก่ Samsung Electronics 9,297 คำขอ Mitsubishi Electric 5,102 คำขอ TSMC 4,037 คำขอ LG Electronics 3,747 คำขอ และ Intel 3,501 คำขอ

อันดับ 2 คือเทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงและไฮโดรเจน มีจำนวน 161,204 ฉบับ หรือ 21.2% ของทั้งหมด แม้ภาพรวมระยะยาวจะมีอัตราการเติบโต -2.0% ต่อปี แต่ในช่วงปี 2562-2567 กลับมาขยายตัวเฉลี่ย 2.0% ต่อปี จากแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยีไฮโดรเจนและการเปลี่ยนผ่านในภาคยานยนต์

ผู้เล่นหลักในกลุ่มนี้ ได้แก่ Toyota Motor 15,612 คำขอ Honda Motor 6,222 คำขอ Robert Bosch 5,464 คำขอ Hyundai Motor 5,459 คำขอ และ Nissan Motor 3,113 คำขอ

กลุ่มพลังงานลมมีสิทธิบัตร 124,254 ฉบับ หรือ 16.3% ของทั้งหมด เพิ่มขึ้นมากกว่า 4.5 เท่า จาก 2,001 ฉบับในปี 2549 เป็น 9,168 ฉบับในปี 2567 หรือเติบโตเฉลี่ย 8.8% ต่อปี โดยมีผู้เล่นหลัก ได้แก่ Vestas Wind Systems, Siemens Gamesa, General Electric, Wobben Properties และ Siemens AG

ขณะที่พลังงานน้ำมีสิทธิบัตร 68,770 ฉบับ หรือ 9.0% ของทั้งหมด เติบโตเฉลี่ย 4.4% ต่อปี และเข้าสู่ระยะเติบโตเต็มที่และทรงตัว โดยมีทั้งบริษัทวิศวกรรมจากเยอรมนี รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการศึกษาจากจีนเป็นผู้เล่นสำคัญ

ส่วนพลังงานความร้อนใต้พิภพ หรือ Geothermal Energy แม้มีขนาดเล็กที่สุดเพียง 9,569 ฉบับ หรือประมาณ 1.3% ของสิทธิบัตรทั้งหมด แต่กลับมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงที่สุดที่ 9.3% ต่อปี

นางอรมนระบุว่า กลุ่ม Geothermal ถือเป็นพื้นที่เทคโนโลยีใหม่ที่ยังไม่มีผู้เล่นหลักและมีฐานสิทธิบัตรไม่หนาแน่น จึงยังมีโอกาสสูงสำหรับการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะการพัฒนาระบบรักษาอุณหภูมิโดยใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง

สำหรับประเทศไทย ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2564 ถึงปัจจุบัน มีการยื่นคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนรวม 760 คำขอ แบ่งเป็นสิทธิบัตร 529 คำขอ และอนุสิทธิบัตร 231 คำขอ

ในจำนวนดังกล่าว เป็นคำขอจากผู้ยื่นต่างชาติ 476 คำขอ หรือ 63% และผู้ยื่นไทย 284 คำขอ หรือ 37%

ผู้ยื่นต่างชาติที่มีจำนวนคำขอสิทธิบัตรสูงสุด ได้แก่ REC Solar Pte. Ltd. จากสิงคโปร์ 11 คำขอ Qualcomm Incorporated จากสหรัฐอเมริกา 10 คำขอ Mitsubishi Heavy Industries Thermal Systems จากญี่ปุ่น 7 คำขอ Toyota Jidosha Kabushiki Kaisha จากญี่ปุ่น 6 คำขอ และ LG Chem, Ltd. จากเกาหลีใต้ 5 คำขอ

ส่วนผู้ยื่นไทยที่มีจำนวนคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรสูงสุด ได้แก่ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) 18 คำขอ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 6 คำขอ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 5 คำขอ

นางอรมนกล่าวว่า แม้ตลาดหลักอย่างพลังงานแสงอาทิตย์และเซลล์เชื้อเพลิงจะมีความหนาแน่นของสิทธิบัตรสูง และมียักษ์ใหญ่ครองตลาดอยู่แล้ว แต่ผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรมไทยยังมีโอกาสใน 3 แนวทางสำคัญ

แนวทางแรก คือการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมย่อยและชิ้นส่วนขั้นสูง โดยมุ่งพัฒนาส่วนประกอบ อุปกรณ์ต่อพ่วง และเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบพลังงาน เพื่อเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของผู้ผลิตรายใหญ่ระดับโลก

แนวทางที่สอง คือการเจาะตลาดเทคโนโลยีศักยภาพใหม่ที่มีคู่แข่งน้อย โดยเฉพาะพลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 9.3% ต่อปี แต่ฐานสิทธิบัตรยังไม่หนาแน่น เปิดโอกาสให้ไทยเร่งพัฒนาเทคโนโลยีและสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง

และแนวทางที่สาม คือการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อนำสิทธิบัตรและงานวิจัยในประเทศไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะงานวิจัยจากหน่วยงานอย่าง สวทช. และสถาบันการศึกษา เพื่อผลักดันไปสู่การใช้งานจริงในภาคอุตสาหกรรมและยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาดของไทย

Update: 2026-09-18
Tags: