classicliterature.it.com

สจล. พลิกมหาวิทยาลัยสู่แหล่งบ่มเพาะกลุ่มทาเลนท์เปิดแผนสร้าง “นวัตกร –นวัตกรรม” ป้อนอุตฯ อนาคต พร้อมรุกปั้นนักนวัตกรรมตั้งแต่ปี 1 ผนึกพันธมิตรเชื่อมหลักสูตรกับโจทย์เศรษฐกิจจริง ปลื้มดันบัณฑิตมีงานทำเฉลี่ย 85% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ - การศึกษา ข่าว สอบตรง สมัครสอบ นักเรียน นักศึกษา ทุนการศึกษา เรียนต่

August 17, 2026

สจล. พลิกมหาวิทยาลัยสู่แหล่งบ่มเพาะกลุ่มทาเลนท์เปิดแผนสร้าง “นวัตกร –นวัตกรรม” ป้อนอุตฯ อนาคต พร้อมรุกปั้นนักนวัตกรรมตั้งแต่ปี 1 ผนึกพันธมิตรเชื่อมหลักสูตรกับโจทย์เศรษฐกิจจริง ปลื้มดันบัณฑิตมีงานทำเฉลี่ย 85% สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ

  • สจล.ขับเคลื่อน From Lab to Life เชื่อมงานวิจัย–นักลงทุน–ภาคอุตสาหกรรม พร้อมคืนเวทีลาดกระบังนิทรรศน์ครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี โชว์เคสนวัตกรรมกว่า 400 ผลงาน
  • เปิด 6 สาขา สจล. ที่คนรุ่นใหม่อยากศึกษาต่อสูงสุด พร้อม 8 กลุ่มคณะสายแข็งตอบโจทย์บริบทโลก

กรุงเทพฯ 17 สิงหาคม 2569 – สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) พลิกบทบาทมหาวิทยาลัยสู่โครงสร้างพื้นฐานด้านกำลังคนและนวัตกรรมของประเทศ เพื่อปั้นนัก นวัตกรและกำลังคนรองรับ AI, Semiconductor, Data Center, Space Tech, SMR และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมโชว์ศักยภาพอันดับ 1 ของประเทศด้านการวิจัย และครองมหาวิทยาลัยรัฐที่นักเรียนอยากเรียนมากที่สุด 6 กลุ่มสาขา เดินหน้าต่อยอดงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ พร้อมเตรียมเปิด “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี ภายใต้แนวคิด From Lab to Life รวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมกว่า 400 ผลงาน ระหว่างวันที่ 1–6 กันยายนนี้

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า การพัฒนากำลังคนในวันนี้ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการผลิตบัณฑิตเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานหรือรองรับตำแหน่งงานที่มีอยู่ เพราะในวันที่เทคโนโลยีใหม่ ๆ  และ AI กลายเป็นทรัพยากรที่ทุกประเทศสามารถเข้าถึงได้ใกล้เคียงกัน ความได้เปรียบทางเศรษฐกิจจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครซื้อเทคโนโลยีได้ก่อน แต่อยู่ที่ว่าใครมี “ทุนมนุษย์” ที่สามารถเข้าใจ ประยุกต์ และต่อยอดเทคโนโลยีเหล่านั้นให้กลายเป็นนวัตกรรม ผลิตภาพ และมูลค่าทางเศรษฐกิจใหม่ได้มากกว่ากัน ด้วยเหตุนี้ สจล. จึงกำลังขยับบทบาทจากมหาวิทยาลัยที่ผลิตบุคลากรเพื่อเป็นแรงงานของอุตสาหกรรม ไปสู่การสร้างคนที่สามารถ “สร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต” ได้ด้วยตนเอง ทั้งในฐานะนักพัฒนาเทคโนโลยี นักวิจัย ผู้ประกอบการนวัตกรรม และผู้สร้างธุรกิจใหม่ เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงทำให้บัณฑิตมีงานทำ แต่ต้องการทำให้คนหนึ่งคนสามารถสร้างงาน สร้างเทคโนโลยี และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับคนอีกจำนวนมาก พร้อมยกระดับประเทศไทยจากฐานการผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่ประเทศที่มีศักยภาพคิดค้น พัฒนา และเป็นเจ้าของนวัตกรรมได้เอง

ในฐานะมหาวิทยาลัยแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยี สจล. ได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อสร้างบัณฑิตนวัตกร ที่มีศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรม ให้เป็นทุนมนุษย์ที่ช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ผ่านแนวทางพัฒนามหาวิทยาลัยภายใต้แนวคิด Everywhere is our Living Lab หรือ ให้ทุกพื้นที่ของ สจล. คือแหล่งเรียนรู้เพื่อสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ที่เปิดกว้าง การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย โดยยังพัฒนาองค์ประกอบของ Talent and Innovation Infrastructure ให้ครอบคลุมทั้งหลักสูตร บุคลากร ห้องปฏิบัติการ พื้นที่ทดลอง ระบบนิเวศวิจัย เครือข่ายภาคอุตสาหกรรม และความร่วมมือระดับนานาชาติ เพื่อให้มหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงถ่ายทอดความรู้ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่สามารถสร้าง “คน เทคโนโลยี และธุรกิจนวัตกรรม” ไปพร้อมกัน 

โดยหนึ่งในแนวทางสำคัญของ สจล. คือการให้นักศึกษาเริ่มต้นสร้างนวัตกรรมตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ผ่าน Team Project ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนจากหลากหลายสาขารวมทีมกันวิเคราะห์ปัญหา ประยุกต์องค์ความรู้ ทดลองสร้างต้นแบบ และนำเสนอผลงานต่อคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ และภาคอุตสาหกรรม โดยผลงานที่มีศักยภาพจะได้รับโอกาสพัฒนาต่อและนำไปจัดแสดงใน KMITL Expo 2026

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า สจล. มีความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและองค์กรชั้นนำในการร่วมออกแบบหลักสูตร การฝึกงาน การพัฒนางานวิจัย การใช้เครื่องมือและห้องปฏิบัติการ ตลอดจนการร่วมตั้งโจทย์เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ขณะเดียวกันยังมีเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นักศึกษา บุคลากร และงานวิจัย รวมถึงยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา โดยมีระบบทุนการศึกษาที่ช่วยสนับสนุนนักศึกษาในหลากหลายกลุ่ม ทั้งทุนสำหรับนักศึกษาที่เรียนดีและขาดแคลนทุนทรัพย์ ทุนสนับสนุนค่าครองชีพ และทุนน้องใหม่ลูกพระจอมสำหรับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ผลจากการพัฒนาระบบนิเวศดังกล่าวทำให้ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา บัณฑิต สจล. มีอัตราการได้งานทำเฉลี่ย 85% สูงกว่าค่าเฉลี่ยภาวะการมีงานทำของบัณฑิตโดยรวมซึ่งอยู่ที่ 73.67% ขณะที่หลักสูตรในกลุ่มวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สถาปัตยกรรมศาสตร์ และโลจิสติกส์ ยังคงได้รับความสนใจจากผู้สมัครเข้าศึกษาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนทั้งความเชื่อมั่นของผู้เรียนและความต้องการของตลาดที่มีต่อบุคลากรจาก สจล.

ส่วนความเชื่อมั่นต่อคุณภาพการศึกษาของ สจล. ส่งผลให้ผลจัดอันดับของ ThaiTopU ประจำปี 2025 ซึ่งยกให้ สจล. เป็นมหาวิทยาลัยรัฐอันดับ 1 ที่นักเรียนอยากเรียนมากที่สุดใน 6 กลุ่มสาขา ได้แก่ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ไอทีและเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาปัตยกรรมศาสตร์ โลจิสติกส์ รวมถึงเทคโนโลยีอาหาร อุตสาหกรรมเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร แสดงให้เห็นถึงจุดแข็งที่ครอบคลุมทั้งสายวิทย์ เทคโนโลยี และการออกแบบ ขณะเดียวกัน EduRank ประจำปี 2026 ยังจัดให้ สจล. เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยใน 8 สาขา ได้แก่ วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมระบบอัตโนมัติและควบคุม เครือข่ายคอมพิวเตอร์ การจัดการฐานข้อมูล และ Computer Vision พร้อมคว้าอันดับ 2 ด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบภายใน และอันดับ 3 ด้าน UX/UI Design และ Animation ตอกย้ำศักยภาพการสร้างคนที่เชื่อมโยงเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมอนาคตเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร

รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย สจล. มุ่งเร่งสร้างกำลังคนในสาขาที่ประเทศไทยมีดีมานด์เพิ่มขึ้น ได้แก่ AI และระบบอัตโนมัติ Semiconductor และระบบอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล Space Tech พลังงานแห่งอนาคตจาก SMR รวมถึงอุตสาหกรรมสุขภาพ อาหาร คมนาคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีตัวอย่างหลักสูตรสำคัญ เช่น หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 

อีกหนึ่งภารกิจสำคัญคือการลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยในมหาวิทยาลัยกับการนำไปใช้จริง โดย สจล. เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยภายใต้แนวคิด From Lab to Life ให้กระบวนการวิจัยเริ่มต้นจากโจทย์ของประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และประเทศ ก่อนพัฒนาเป็นต้นแบบ ทดสอบการใช้งาน พัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจนวัตกรรม ทั้งนี้ งานวิจัยจะสร้างผลกระทบได้ต่อเมื่อไม่ได้หยุดอยู่ที่บทความหรือต้นแบบในห้องปฏิบัติการ ต้องมีกลไกที่พานักวิจัยและนักศึกษาเดินต่อไปถึงการทดลองใช้จริง การพัฒนาทรัพย์สินทางปัญญา การจับคู่กับภาคเอกชน เพราะเป้าหมายของ สจล. ไม่ใช่เพียงการสร้างผลงานวิจัย แต่คือการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นเทคโนโลยี ธุรกิจ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ เพื่อสะท้อนผลลัพธ์ของการสร้างคนและนวัตกรรม สจล. เตรียมจัดงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ระหว่างวันที่  1–6 กันยายน 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 66 ปีของสถาบัน นับเป็นการกลับมาจัดงานครั้งใหญ่ในรอบ 30 ปี และการจัดงานครั้งนี้ต่อยอดจาก KMITL Innovation Expo ระหว่างปี 2023–2025 โดย สจล. เตรียมยกระดับสู่ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 ให้เป็นพื้นที่เชื่อมโยงนวัตกรรมกับภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน เยาวชน และประชาชนในวงกว้าง โดยรวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมมากกว่า 400 ผลงานจากนักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา ศิษย์เก่า เครือข่ายมหาวิทยาลัย และภาคอุตสาหกรรมตัวอย่างผลงานสำคัญ ได้แก่ แบตเตอรี่โซลิดสเตตกราฟีนควอนตัมดอตสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงาน หุ่นจำลองฟังเสียงหายใจ รุ่นที่ 3 สำหรับฝึกทักษะบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งสามารถควบคุมระบบและจำลองภาวะโรคทางเดินหายใจแบบไร้สายผ่านแท็บเล็ต รวมถึงสารป้องกันไฟป่าที่พัฒนาจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมและลดการลุกลามของไฟป่า งานครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงนิทรรศการแสดงผลงาน แต่เป็นพื้นที่เชื่อมโยงต้นแบบเทคโนโลยีกับผู้ใช้งานจริง ภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน และพันธมิตรวิจัย เพื่อเพิ่มโอกาสในการทดสอบ ต่อยอด และนำผลงานออกสู่ตลาด ตลอดจนเปิดโอกาสให้เยาวชนได้สำรวจหลักสูตร อาชีพ และทักษะที่จำเป็นสำหรับโลกอนาคต

“ในยุคที่องค์ความรู้สามารถเข้าถึงได้จากทุกที่ เหตุผลของการมาเรียนมหาวิทยาลัยจึงไม่ใช่เพียงการมาฟังบรรยาย แต่คือการได้เข้าถึงห้องปฏิบัติการ เครื่องมือ นักวิจัย ทีมข้ามศาสตร์ โจทย์จริงจากภาคอุตสาหกรรม และเครือข่ายระดับโลก สิ่งเหล่านี้คือระบบนิเวศที่ช่วยเปลี่ยนความรู้ให้เป็นความสามารถ เปลี่ยนความสามารถให้เป็นนวัตกรรม และเปลี่ยนนวัตกรรมให้เป็นโอกาสใหม่ของประเทศ” รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน กล่าวทิ้งท้าย

Update: 2026-08-17
Tags: