classicliterature.it.com

ผลสำรวจเผยคนสิงคโปร์เกือบ 1 ใน 4 ไม่คิดมีลูก ชี้ระบบเศรษฐกิจบีบให้ต้องเลือกงาน หรือ ครอบครัว อย่างใดอย่างหนึ่ง

ผลสำรวจล่าสุดของ YouGov ชี้ให้เห็นคำถามที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เบื้องหลังอัตราการเกิดที่ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ของสิงคโปร์ นั่นคือจะเกิดอะไรขึ้นหากประชากรจำนวนมากไม่ต้องการมีลูกตั้งแต่แรก

  • ระบบเศรษฐกิจทำให้การทำงานกับการมีครอบครัวเลือกได้อย่างเดียว
  • รัฐออกมาตรการมานาน แต่ตัวเลขยังลงต่อ
  • ทางออกที่อาจต้องนิยามความสำเร็จใหม่

จากการสำรวจชาวสิงคโปร์อายุ 18-44 ปี จำนวน 496 คนเมื่อเดือนกรกฎาคม พบว่า 23% ระบุว่าปัจจุบันไม่มีลูกและไม่มีแผนจะมีในอนาคต ซึ่งใกล้เคียงกับผลสำรวจของ YouGov เมื่อปี 2023 ที่พบสัดส่วน 25% จากผู้ตอบ 1,023 คนในกลุ่มอายุ 18-55 ปี

ที่สะท้อนข้อจำกัดของนโยบายภาครัฐชัดเจนยิ่งกว่าคือ ผู้ตอบแบบสำรวจในกลุ่มอายุ 18-44 ปี ถึง 30% ระบุว่าไม่มีสิ่งใดที่รัฐบาลทำได้แล้วจะทำให้พวกเขาเต็มใจมีลูกมากขึ้น

สำหรับมาตรการที่มีโอกาสจูงใจได้มากที่สุดคือการลดค่าใช้จ่ายด้านโรงเรียนอนุบาลและสถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่ง 35% ของผู้ตอบในกลุ่มอายุดังกล่าวระบุถึง ตามด้วยการปรับสมดุลชีวิตกับการทำงานให้ดีขึ้นผ่านนโยบายระดับชาติ และการเพิ่มเงินอุดหนุน ที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างละ 31%

ผลสำรวจนี้เผยแพร่ในช่วงที่นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง เตรียมประกาศแผนลดภาระของครอบครัวในการปราศรัยเนื่องในวันชาติ

ระบบเศรษฐกิจทำให้การทำงานกับการมีครอบครัวเลือกได้อย่างเดียว

วินเซนต์ ชัว รองศาสตราจารย์ด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ ระบุว่าผลสำรวจแสดงให้เห็นว่าการคืนเวลาและชีวิตให้ชาวสิงคโปร์นั้นสำคัญไม่แพ้การให้ความช่วยเหลือทางการเงิน

เขามองว่าระบบเศรษฐกิจของสิงคโปร์ทำให้การทำงานกับการเลี้ยงดูครอบครัวกลายเป็นสิ่งที่เลือกได้เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะระบบทุนนิยมสมัยใหม่เรียกร้องการดึงแรงงานออกมาให้มากที่สุด ไม่เพียงในแง่ชั่วโมงทำงาน แต่รวมถึงสมาธิและพลังใจด้วย

ขณะที่การเลี้ยงดูครอบครัวเป็นงานที่ต้องทุ่มเทอย่างหนักโดยไม่มีค่าตอบแทน ซึ่งต้องใช้ทั้งพลังใจและพลังกายมหาศาล เขาจึงสรุปว่าในสังคมที่แข่งขันสูงเช่นนี้ ไม่เหลือแรงกายแรงใจไว้ให้ครอบครัวอีกแล้ว

ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับประสบการณ์ของ ซาฮีร์ ลาติฟ วัย 42 ปี ที่ตัดสินใจร่วมกับคู่หมั้นมาตลอด 8 ปีว่าจะมีลูกหรือไม่ แต่ทุกครั้งบทสนทนาก็จบลงที่เดิม

เขาระบุว่าทั้งคู่กังวลทั้งเรื่องเงิน เวลา และความกลัวว่าจะสูญเสียตัวตน ประกอบกับรายได้ที่ไม่แน่นอนจากงานฟรีแลนซ์ เพราะเขาเป็นครีเอเตอร์ ส่วนคู่หมั้นเป็นนักเขียน ทำให้การเป็นพ่อแม่ดูไม่เข้ากับชีวิตที่ทั้งคู่สร้างมา

ซาฮีร์เสริมว่าการหันไปทำงานประจำที่มีรายได้มั่นคงก็อาจหมายถึงการยอมสูญเสียสมดุลชีวิตกับการทำงานไปด้วย โดยเขามองว่านอกจากเรื่องเงินแล้ว เวลาคือสิ่งที่สิงคโปร์ยังคืนให้พลเมืองได้ไม่มากพอ เพราะหากต้องการนอนหลับให้เพียงพอ วันหนึ่งก็แทบจะจบลงภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเลิกงาน

เขายังระบุว่าทุกสถานการณ์ที่ทั้งคู่เคยพิจารณาว่าจะมีลูกนั้น มักลงเอยที่การย้ายไปอยู่ต่างประเทศซึ่งแรงกดดันด้านค่าใช้จ่ายและเวลาน้อยกว่า พร้อมย้ำว่าหากสิงคโปร์ไม่เปลี่ยนวัฒนธรรมการทำงาน เงินจำนวนเท่าไรก็เปลี่ยนใจพวกเขาไม่ได้

รัฐออกมาตรการมานาน แต่ตัวเลขยังลงต่อ

อัตราการเจริญพันธุ์รวมของผู้มีถิ่นพำนักในสิงคโปร์ลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 0.87 ในปี 2025 แม้รัฐจะสนับสนุนมาหลายปีเพื่อให้การเลี้ยงลูกมีภาระค่าใช้จ่ายที่แบกรับไหวและจัดการง่ายขึ้น

มาตรการเหล่านั้นครอบคลุมทั้งเงินอุดหนุนการมีบุตร, เงินให้เปล่าและการสมทบเงินออมสำหรับเด็ก, การสนับสนุนด้านสุขภาพสำหรับทารกแรกเกิด และเงินอุดหนุนค่าเล่าเรียนระดับอนุบาล รวมถึงการกำหนดเพดานค่าบริการที่ต่ำลงในศูนย์รับเลี้ยงเด็กที่รัฐสนับสนุน

นอกจากนี้ เมื่อเดือนเมษายน สิงคโปร์ยังขยายสิทธิลาเลี้ยงดูบุตรแบบแบ่งกันระหว่างพ่อแม่จาก 6 สัปดาห์เป็น 10 สัปดาห์ ทำให้วันลาที่รัฐจ่ายค่าจ้างรวมเพิ่มเป็น 30 สัปดาห์สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์

ทว่าเจ้าหน้าที่รัฐเองก็ระบุมาตลอดว่าโจทย์นี้ใหญ่กว่าเรื่องเงิน โดยเมื่อเดือนเมษายนได้มีการตั้งคณะทำงานที่มี อินทรานี ราจาห์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อรับมือกับอัตราการเกิดที่ลดลง พร้อมทบทวนมาตรการสนับสนุนตั้งแต่การแต่งงานจนถึงการเป็นพ่อแม่ ซึ่งคาดว่าจะมีรายงานฉบับเต็มในช่วงต้นปีหน้า

อินทรานีระบุว่าคนจำนวนมากยังปรารถนาจะแต่งงานและมีลูก แต่ในเวลาเดียวกันก็เจออุปสรรค ทั้งค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตร, ความต้องการเวลาให้ครอบครัว, การจัดการเรื่องผู้ดูแล และที่อยู่อาศัย

ด้านนายกรัฐมนตรีหว่องกล่าวในแถลงการณ์เนื่องในวันชาติเมื่อวันที่ 8 สิงหาคมว่า ชีวิตครอบครัวทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันมากขึ้น เพราะความคาดหวังสูงขึ้น พ่อแม่รู้สึกกดดันที่จะต้องมอบจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดให้ลูก ขณะที่หลายคนต้องดูแลพ่อแม่สูงวัยไปพร้อมกับรับมือภาระงาน

ทางออกที่อาจต้องนิยามความสำเร็จใหม่

แม้สถานการณ์จะดูยาก แต่นักวิเคราะห์มองว่าโจทย์นี้ยังไม่ถึงขั้นสิ้นหวัง เพียงแต่อาจต้องนิยามความสำเร็จให้กว้างขึ้น คือทำให้ชีวิตครอบครัวยั่งยืนขึ้นสำหรับคนที่มีลูกแล้วหรือยังอยากมี แทนที่จะพึ่งพาแรงจูงใจเพื่อดันตัวเลขการเกิดเพียงอย่างเดียว

ตัน โพห์ลิน นักวิจัยอาวุโสจากสถาบันนโยบายศึกษา ระบุว่าเธอไม่เรียกสถานการณ์นี้ว่าสิ้นหวัง แต่มองว่าการเปลี่ยนผ่านทางประชากรได้เข้าสู่ระยะใหม่ ที่คนจำนวนมากขึ้นไม่ต้องการมีลูกไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม

เธอคาดว่าสิงคโปร์น่าจะหันไปให้ความสำคัญกับการดูแลความเป็นอยู่ของครอบครัวตลอดช่วงการเลี้ยงดูบุตรมากขึ้น โดยมาตรการที่คาดว่าจะออกมารวมถึงการเพิ่มเงินให้เปล่าและวันลาดูแลบุตร เพื่อให้ครอบครัวที่มีลูกโตขึ้นได้ประโยชน์ด้วย

ตันเสริมว่านอกจากการสนับสนุนด้านการเงินและที่ทำงานแล้ว สิ่งที่ครอบครัวต้องการคือความรู้สึกมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงโอกาสในการพัฒนาทักษะและการสนับสนุนด้านการจ้างงาน เพราะสิ่งที่จำเป็นคือสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและความรู้สึกมั่นคง

ขณะที่ชัวมองว่าหากต้องการนโยบายที่เอื้อต่อครอบครัวแบบกลุ่มประเทศนอร์ดิก สังคมก็ต้องยอมรับโมเดลที่เก็บภาษีในอัตราสูง แต่เขาก็เตือนว่าโมเดลดังกล่าวอาจลอกเลียนในสิงคโปร์ได้ไม่ง่ายเพราะวัฒนธรรมการทำงาน

เขาระบุว่าพนักงานที่ใช้สิทธิลาที่ให้มาอย่างเต็มที่อาจเผชิญการเลือกปฏิบัติในหน้าที่การงาน ขณะที่นายจ้างเองก็อาจเลี่ยงการจ้างคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กไปเลย

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับประสบการณ์ของ เด็บบี ลิน ผู้จัดการด้านภาษีที่กำลังชั่งใจว่าจะมีลูกคนที่ 2 หรือไม่ โดยเธอเพิ่งกลับเข้าทำงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ หลังหยุดเส้นทางอาชีพที่สั่งสมมากว่า 10 ปีไป 2 ปีเพื่อเลี้ยงลูกสาว

ลินประเมินว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนร่วมรุ่นที่ทำงานต่อเนื่อง เธอตามหลังอยู่ราว 30-40% ทั้งในแง่เงินเดือนและความก้าวหน้าในอาชีพ พร้อมระบุว่าควรมีการสนับสนุนให้บริษัทต่างๆ นำนโยบายที่เอื้อต่อครอบครัวมาใช้ เพื่อคลายความกังวลของว่าที่พ่อแม่เรื่องต้นทุนที่ต้องแลกไปกับอาชีพการงาน

เธอทิ้งท้ายว่านโยบายที่เอื้อต่อครอบครัวแต่พนักงานกลัวที่จะใช้ ก็ไม่ใช่นโยบายที่เอื้อต่อครอบครัวอย่างแท้จริง

ภาพ : Dr David Sing / Shutterstock

อ้างอิง:

Update: 2026-08-22
Tags: